หน้าแรก
ข่าวสาร
ชมรมจิตแพทย์เด็กและ
วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทความสำหรับประชาชน
บทความสำหรับแพทย์
แนวทางการรักษา
โรงพยาบาลที่มีบริการด้าน จิตเวชเด็กและวัยรุ่น
สถานที่ทำงานจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สมัครสมาชิก

หนังสือแนะนำ
 
พื้นฐานอารมณ์ : ความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน

          พื้นฐานทางอารมณ์ของทารก เป็นผลมาจากพันธุ์กรรมและสภาพแวดล้อมขณะที่อยู่ในครรภ์ ส่งผลทำให้ทารกแรกเกิดแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ทั้งที่ถูกเลี้ยงดูโดยผู้เลี้ยงคนเดียวกัน ในบ้านเดียวกันก็ตาม ถ้าสังเกตทารกในหลายๆด้าน เช่น การเคลื่อนไหว จังหวะของร่างกาย การตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ความรุนแรงในการตอบสนอง ความวอกแวก ความคงที่ ความสนใจ ฯลฯ จะสามารถแบ่งทารกในช่วงวัย 2 เดือนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
          กลุ่มเด็กเลี้ยงง่าย พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 60 ของเด็กทั้งหมด เด็กกลุ่มนี้จะมีลักษณะการทำงานของร่างกายสม่ำเสมอ ปรับตัวรวดเร็ว กินง่าย เข้านอนตรงเวลา ถึงเวลาตื่นก็ร้องเพียงเล็กน้อยพอได้นมก็เงียบไป ในช่วงดูดนมอาจจะอึหรือฉี่ออกมา ใช้เวลาในการทำกิจกรรมไม่นานก็จะหลับต่อและหลับไปได้นาน คาดเดาได้เลยว่าอีก 4 ชั่วโมงจะตื่นแล้วเด็กก็ตื่นจริงๆ ใครมีลูกลักษณะเช่นนี้จะทำให้เกิดความสบายใจในการดูแล แม่จะเกิดความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์และมีความรู้สึกว่าการเลี้ยงเด็กนี่ไม่ยากเลย

          กลุ่มเด็กเลี้ยงยาก กลุ่มนี้จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับเด็กในกลุ่มแรก พบได้ร้อยละ 10 ของเด็กทั้งหมด โดยจะมีระบบการทำงานของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระตุ้นด้วยวิธีการถอยหนี ปรับตัวยาก ปรับตัวช้าต้องใช้เวลานาน อารมณ์เสียง่าย การแสดงออกไม่คงที่ในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การกิน การนอน การขับถ่าย หงุดหงิดง่าย โวยวายเก่ง ฯลฯ จะส่งผลทำให้แม่เกิดความวิตกกังวลกับการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก คาดเดาอะไรเกี่ยวกับลูกคนนี้ไม่ค่อยได้ ยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งเหนื่อย กินก็ยาก นอนก็ยาก ขับถ่ายไม่ตรงเวลา ถ้าแม่ที่มีความอดทนสูงและใจเย็น ยอมรับลักษณะพื้นฐานของเด็ก มีผู้คอยให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือก็จะทำให้แม่และเด็กผ่านพ้นภาวะนี้มาด้วยดี แต่ถ้าแม่หมดแรงไม่มีกำลังใจ ใจร้อน หมดความอดทนในการดูแล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่น สุดท้ายก็จะยิ่งทำให้แม่ไม่เข้าใจของเด็ก นานวันเข้าลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างแม่กับลูกต่อไป

          กลุ่มที่ปรับตัวช้า กลุ่มนี้จะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆอยู่ในระดับปานกลาง หลายคนเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่าเด็กขี้อาย ถ้าผู้ใหญ่เข้าใจลักษณะของเด็ก ให้เวลาอีกนิดในการปรับตัว ให้โอกาสเพิ่มขึ้นในการฝึกทักษะ สุดท้ายเด็กก็จะพัฒนาต่อไปได้ดี กลุ่มนี้พบได้ร้อยละ 30

          มีพ่อแม่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าอารมณ์ร่าเริงแจ่มใสถูกพัฒนามาจากการตามใจเด็กในทุกๆด้านเพื่อให้เด็กมีพื้นอารมณ์ที่ดี แต่ความจริงแล้วอารมณ์ที่ร่าเริงแจ่มใสนั้นได้มาจากบรรยากาศที่พ่อแม่ทำให้สนุกสนาน ยิ้มแย้ม ที่สำคัญคือตอบสนองความต้องการของเด็กได้ตรงจุด พอเหมาะ ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยการให้ที่ไม่เร็วเกินไปหรือช้าเกินไป สิ่งใดที่ไม่สมควรเล่นก็ไม่ให้เล่น มีขอบเขตชัดเจนภายใต้ท่าทีที่นุ่มนวลและเข้าใจความรู้สึกของทารก รู้จักเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อเด็กผิดหวัง ถ้าพ่อแม่ปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลให้เด็กเรียนรู้ ที่จะอยู่ในขอบเขตที่พ่อแม่วางไว้ รู้จักยับยั้งความต้องการของตัวเอง มีอารมณ์แจ่มใสแสดงความรักใคร่กับผู้ใกล้ชิด ทำให้เด็กเกิดความมั่นใจและสนุกสนาน ร่าเริงตามพ่อแม่ไปด้วย
          ความสามารถหลายอย่างของทารก เช่น การคืบ การคลาน การเปล่งเสียง การใช้มือหยิบจับของเล่นเหล่านี้ ถ้าพ่อแม่แสดงความชื่นชมอย่างชัดเจนจะทำให้ทารกวัย 8-9 เดือนเกิดความรู้สึกดีใจ พอใจ ที่ตนเองสามารถทำได้ พอใจที่พ่อแม่ชอบ ก็จะมาเสริมอารมณ์ที่ดีเพิ่มขึ้น

เรียนรู้ได้มากมายเกินคาด

          นับตั้งแต่เกิด ทักษะบางอย่างของเด็กได้ถูกธรรมชาติกำหนดมาเรียบร้อยแล้ว เช่น ทักษะในการดูด การกลืน การลืมตา การหายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น การเรียนรู้บางอย่างมาเรียนรู้ หลังจากที่เด็กคลอดออกมาแล้ว เช่น สามารถแยกน้ำออกจากนมได้เมื่ออายุเพียง 4 วัน เป็นต้น
          การเรียนรู้หลายอย่างเกิดจากการที่ถูกกระตุ้นบ่อยๆ เช่น เด็กจะจำเสียงเต้นของหัวใจแม่ได้เพราะเคยชินกับเสียงนี้ตลอดเวลาที่อยู่ในครรภ์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กจะสงบในอ้อมกอดของแม่ได้ดีกว่าคนอื่น
          นอกจากนี้การเรียนรู้ของเด็กอาจมาจากการฝึกสอน เช่น การจับขวดนมเอง การสอนที่สม่ำเสมอ ในบรรยากาศสนุกสนาน เท่ากับเป็นการชักชวนให้เด็กมีความสนใจที่จะทำตาม
          การเล่นที่สนุกและตอบสนองความต้องการอย่างพอเหมาะ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่-ลูก ส่งผลทำให้ทารกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้จักเบื่อ เฝ้ามองหน้าแม่ มองสบตาแม่ สนุกสนานไปกับแม่ สุดท้ายก็ไปเสริมทำให้เกิดการเรียนรู้พัฒนาในทุกๆด้าน
          จะไม่มีช่วงใดชีวิตที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ได้มากเท่ากับขวบปีแรกอีกแล้ว เพียงแต่ทารกจะได้รับโอกาสหรือไม่เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าสิ้นสุดอายุ 1 ปี จะมีเด็กอีกจำนวนมากที่เติบโตไม่ทันเด็กอื่น เรียนรู้สิ่งรอบตัวได้ช้า น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ไม่สดใสร่าเริงทั้งๆที่ศักยภาพที่มีอยู่ภายในไม่แตกต่างกัน ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งแวดล้อมของเด็กนั่นเอง

<<Back

 

 
Copy Right 2005 © Child and Adolescent Psychiatric Society of Thailand
Designed by SYSTOP CO.,LTD.