หน้าแรก
ข่าวสาร
ชมรมจิตแพทย์เด็กและ
วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทความสำหรับประชาชน
บทความสำหรับแพทย์
แนวทางการรักษา
โรงพยาบาลที่มีบริการด้าน จิตเวชเด็กและวัยรุ่น
สถานที่ทำงานจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สมัครสมาชิก

หนังสือแนะนำ
 
ความสำคัญของความรักและความผูกพัน

          บุคลิกภาพของแม่ที่อบอุ่น เยือกเย็น อารมณ์ดี เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส ปรับตัวง่าย สังคมดี ไม่มีปัญหาทางจิตใจ คือไม่ขี้กังวลหรือมีอารมณ์ซึมเศร้า จะเลี้ยงดูเด็กให้เกิดความรัก ความผูกพันได้ง่าย ในทางตรงข้าม แม่ที่เครียด เศร้าโศก วิตกกังวล จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้เหมาะสม ส่งผลทำให้เด็กเฉื่อยชา ซึมเศร้า มีความกังวลและส่งผลกระทบต่อระบบการกิน การนอน ทำให้พัฒนาการล่าช้าไปได้

การสื่อภาษาและการพูด : หนทางในการติดต่อกับผู้คน

          ในท่าที่แม่อุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขน ทำให้ทารกมีโอกาสที่จะได้เห็นหน้าของแม่อย่างใกล้ชิด เด็กจะจ้องมองตา มองปากที่แม่พูด พยายามที่จะขยับปาก จะส่งเสียงออกมาเลียนแบบพฤติกรรมที่แม่คุยด้วย เริ่มที่จะเล่นน้ำลาย รู้จักส่งเสียงอยู่ในคอเวลาที่ตนพอใจ ยิ้มรับแม่ พยายามที่จะ “คุย” กับผู้คน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการที่เด็กพยายามจะสื่อสารกับคนอื่น
          ดังนั้นเราควรพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะกำลังอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม ควรร้องเพลงให้ลูกฟังด้วยโทนเสียงที่นุ่มนวลสูงๆ ต่ำๆ จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่เร็วขึ้น
          เมื่อเด็กอายุ 4-5 เดือนเด็กจะชอบเล่นน้ำลายและเริ่มส่งเสียงคล้ายเสียงพูดมีเสียงสูงๆต่ำๆโต้ตอบกับเรา ส่งเสียงแหลมรัวแสดงความดีใจ ส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอได้นานขึ้น และเริ่มหันหาเสียงได้ เมื่อเด็กอายุ 5-6 เดือนเด็กจะเริ่มออกเสียงพยัญชนะแบบสั้นๆได้ ชอบที่จะจ้องมองปากเวลาคนพูดด้วยและพยายามส่งเสียงตามเสียงพูด การหันหาเสียงจะหันแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
          เด็กอายุ6-8 เดือนจะออกเสียงพยัญชนะและสระได้ เช่น บา ดา กา ต่อมาเด็กจะออกเสียงพยัญชนะและสระแบบซ้ำๆได้ เช่น บาบา กากา เมื่ออายุ8-9เดือน เมื่ออายุ1 ขวบขึ้นไป เด็กจะพูดคำที่มีความหมายแบบเฉพาะเจาะจงได้ เช่น ปาป๊ะ มาม้ะ
          ในด้านของความเข้าใจภาษานั้นเด็ก 1 ขวบจะสามารถทำตามคำสั่งที่มีท่าทางประกอบได้เช่น ขอของจากเด็กโดยแบมือร่วมด้วย เมื่อมีพัฒนาการดีขึ้นเด็กจะเข้าใจคำสั่งโดยไม่ต้องใช้ท่าทางประกอบ เช่น ขอของจากเด็กโดยไม่มีท่าทางประกอบ บอกให้เด็กหยิบของโดยไม่ชี้ เรียนรู้คำและเชื่อมโยงกับท่าทาง เช่น ไม่กับสั่นหัว บ๊ายบายกับโบกมือ พร้อมๆกันนั้นเด็กจะเริ่มพูดเป็นคำเดี่ยวๆที่มีความหมายได้มากขึ้น
          เด็กมีคำศัพท์เพิ่มขึ้น1คำต่อสัปดาห์ในช่วงขวบปีต้นๆ อย่างน้อยที่สุดโดยทั่วไปเด็กควรพูดเป็นคำเดี่ยวๆ ไม่น้อยกว่า 20 คำเมื่ออายุ 18-20 เดือน และมีคำศัพท์เพิ่มพูนมากกว่า 1คำต่อวันเมื่ออายุย่าง 2 ขวบ
          เด็กจะเริ่มพูดเป็นคำ 2 คำต่อกัน และเริ่มรู้จักอวัยวะ 2 ส่วนเมื่ออายุใกล้ 2 ขวบ ในช่วง2-3ขวบเด็กจะมีภาษาโทรเลขคือเป็นคำๆต่อกันแต่อาจจะยังไม่ถูกไวยากรณ์นัก เช่น หยิบแก้วน้ำแดงกิน(หยิบแก้วน้ำที่ใส่น้ำแดงมาให้กิน) เมื่ออายุย่าง3ขวบจะเริ่มใช้คำพูดและช่างเจรจามากขึ้น อัตราการเพิ่มคำศัพท์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรวมถึงมีการพูดเป็นประโยคที่ถูกหลักไวยากรณ์มากขึ้นสามารถพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ถึง 75%

รู้จักตัวตนและการรอคอย

          จากการที่แม่เรียนรู้รายละเอียดและความต้องการของลูกและตอบสนองความต้องการของลูกอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ทารกวัย 4-5 เดือนรู้สึกไว้วางใจในแม่ หลายรายที่หยุดร้องและรอคอยได้เมื่อรู้ว่าแม่มาอยู่ใกล้ๆแล้ว
          เมื่อทารกอายุครบ 1 ปี ยังหวาดกลัวคนแปลกหน้าอยู่ แต่ถ้าถูกอุ้มอยู่ในวงแขนของแม่ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ทารกก็ยังสามารถจะยิ้ม พูดคุยกับคนแปลกหน้า ส่งจูบ โบกมือ บ๊าย-บายให้กับคนแปลกหน้าได้ นั่นหมายความว่าทารกสามารถสร้างมิตรภาพกับผู้อื่น เรียนรู้จากผู้อื่นได้
          หลายบ้านเลี้ยงจนทำให้ทารกสูญเสียสัญชาติญาณของการกลัวคนแปลกหน้า ซึ่งมักพบในบ้านที่มีคนเลี้ยงหลายคน หรือเลี้ยงดูแบบทิ้งๆขว้างๆจนเด็กต้องวิ่งหาอ้อมกอดของคนอื่น โดยมิได้มีความหวาดกลัวคนแปลกหน้า สุดท้ายก็จะเติบโตขึ้นมาโดยขาดความระแวดระวังภัย มองคนในแง่ดีเกินไป
          พ่อแม่หลายคู่รักลูกมากจนไม่อยากให้ลูกพบกับความผิดหวัง โดยจะตามใจจนลูกไม่ยอมรอคอยใคร ไม่ปรับตัวตามใคร เรียกร้องในทุกสิ่งที่ตนต้องการและเรียนรู้อำนาจของตัวเองที่มีต่อพ่อแม่

การช่วยเหลือตัวเอง : จุดเริ่มต้นของความมั่นใจในตัวเอง

          เด็กๆทุกคนต้องการทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเลียนพฤติกรรมของพ่อแม่ การกระตุ้นให้เด็กทุกคนทำงานต่างๆด้วยตัวเอง เช่น ถอดกางเกง กินข้าว หวีผม เก็บของเล่น ฯลฯ ควรเริ่มให้เด็กหัดถือขวดนมเองตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไปและค่อยๆฝึกฝนตามความสามารถ จะช่วยทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง
          การเข้าไปช่วยเหลือเด็กมากเกินไป นอกจากไปขัดขวางพัฒนาการที่เด็กควรมีโอกาสฝึกฝนตัวเองแล้ว ยังไปทำให้เด็กยึดติดกับความสะดวกสบาย และความรักสบายที่จะเป็นตัวขัดขวางการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว

<<Back

 

 
Copy Right 2005 © Child and Adolescent Psychiatric Society of Thailand
Designed by SYSTOP CO.,LTD.