หน้าแรก
ข่าวสาร
ชมรมจิตแพทย์เด็กและ
วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทความสำหรับประชาชน
บทความสำหรับแพทย์
แนวทางการรักษา
โรงพยาบาลที่มีบริการด้าน จิตเวชเด็กและวัยรุ่น
สถานที่ทำงานจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สมัครสมาชิก

หนังสือแนะนำ
 
 

เด็กซุกซน อยู่ไม่นิ่ง

         เด็กวัย 3 – 6 ปีจะมีพฤติกรรมซุกซน อยู่ไม่นิ่งเป็นธรรมชาติ แต่ความซุกซน อยู่ไม่นิ่งจนไปขัดขวางพัฒนาการในด้านอื่นๆ จำเป็นต้องเข้าไปหาสาเหตุและให้ความช่วยเหลือ สาเหตุที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมดังกล่าวที่พบบ่อย เช่น การเลี้ยงดูที่ปล่อยปละละเลยไม่ฝึกฝน ตามใจมากเกินไปจนเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ภาวะปัญญาอ่อน โรคสมาธิสั้น
         เด็กมักถูกตำหนิ ลงโทษ บ่อยกว่าเด็กทั่วไป ถูกเปรียบเทียบและมองในแง่ลบ ทำให้เด็กมีปัญหามองตัวเองเป็นเด็กไม่ดี การฝึกฝนให้เด็กยับยั้งตัวเองในการทำกิจกรรมต่างๆได้นาน หาข้อเด่นของเด็ก จะช่วยให้เด็กมีความสุขและเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

เทคนิคในการฝึกฝน

         1. ใช้คำสั่งที่สั้น ชัดเจนและเหมาะสมกับความสามารถของเด็ก
         2. ช่วยเด็กควบคุมตนเองทำตามคำสั่งและให้คำชมเชยหรือให้ความสนใจ
         3. ให้โอกาสฝึกฝนซ้ำๆในหลากหลายกิจกรรม เพื่อให้เกิดเป็นทักษะติดตัว
         4. จดจำนวนความดีที่เด็กได้ทำ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ
         5. ให้เวลากับเด็กเฉพาะตัว 15 – 20 นาทีทุกวันเพื่อเพิ่มความสัมพันธภาพที่ดี โดยการพูด คุยถึงสิ่งที่เด็กทำได้ดี อย่าสั่งสอน ตักเตือนหรือดุว่าในสิ่งที่เด็กยังทำได้ไม่ดีนัก

การใช้เวลาว่างกับเด็กอย่างมีคุณภาพ

          1. เลือกกิจกรรมที่เหมาะสม เป็นที่พอใจทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยไม่วิจารณ์ถ้าเด็กเลือกกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ค่อยๆเบี่ยงเบนให้มาสนใจในสิ่งที่
         2. พูดแสดงความสนใจเด็ก พูดถึงสิ่งที่เด็กทำ เช่น แม่เห็นหนูตั้งใจวาดรูป ลูกพยายามโยนลูกบอลลงห่วง เป็นต้น
         3. ผ่อนคลายและมีความสุขไปกับเด็ก ไม่ตำหนิ, วิจารณ์, ล้อเลียนเด็ก ขณะเดียวกับปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็กเพื่อให้เด็กมีโอกาสที่จะทำกิจกรรมและประสบความสำเร็จ
         4. ไม่ออกคำสั่ง ยกเว้น ในกรณีที่เป็นเรื่องใหญ่ที่อนุญาตไม่ได้ เช่น ทำลายของ ตีพ่อแม่ เป็นต้น
         5. ถ้าเด็กตะโกน ทำท่าไม่เหมาะสม ไม่ให้ความสนใจ ให้สนใจในพฤติกรรมที่เหมาะสม ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้ จบการเล่น
         6. จบการเล่นด้วยความสนุก ประทับใจทั้งเด็กและพ่อแม่ ให้เด็กเรียนรู้ถึงการแบ่งเวลาเพื่อเล่น เพื่อทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อการเรียน เป็นต้น

 ลูกบุญธรรม

         มีหลายกรณี ที่พ่อแม่ให้กำเนิดเด็ก ไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้เอง และเด็กจะต้องเป็นลูกบุญธรรมของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูใน การที่เด็กมาทราบความจริงโดยผู้ใหญ่พยายามปิดบัง และไม่อธิบายจะทำให้เกิดความสับสน เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกบุญธรรมกับพ่อแม่ที่เลี้ยงดูได้อย่างมากเพราะจะไปทำลายความเชื่อถือในด้านอื่นๆด้วย ทางที่ดีควรบอกเด็กให้รู้ความจริงด้วยวิธีดังต่อไปนี้

         1. หาโอกาสที่เหมาะสม ไม่รีบร้อน มีความสงบบอกกับเด็ก มาตั้งแต่เล็ก
         2. เตรียมใจรับสถานการณ์การปรับตัวของเด็ก เด็กอาจโกรธ เสียใจ อยู่เป็นเพื่อนเด็ก
         3. ให้โอกาสซักถามและอธิบายอย่างตรงไปตรงมาง่ายๆ ถึงเหตุผลที่พ่อแม่ที่ให้กำเนิดอยู่กับเขาไม่ได้ ถ้าไม่ทราบ ไม่ควรตำหนิ พ่อแม่ที่ให้กำเนิด หรือ พูดให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่มีค่า ควรถามถึงข้อคาดเดาของเด็ก เพื่อให้เด็กระบายและแก้ไขหากไม่เหมาะสม
         4. ให้ความรัก อบรม สั่งสอน เลี้ยงดู และฝึกฝนในแนวทางที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ ไม่ควรเลี้ยงเบี่ยงเบนเพื่อชดเชยการขาดโอกาสบางด้านของเด็ก เช่น เลี้ยงแบบตามใจมากเพื่อชดเชยว่าเด็กถูกพ่อแม่ทิ้ง เป็นต้น
         5. ไม่แสดงความรังเกียจเด็ก หากเด็กยังปรับตัวไม่ได้
         6. ไม่กีดกันหรือแสดงความไม่พอใจ ในการที่เด็กจะถามคำถามเกี่ยวกับพ่อแม่ที่ให้กำเนิดของเด็กเอง

เด็กพิการ

          เด็กพิการมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ความผิดปกติในครรภ์ โครโมโซมผิดปกติ อุบัติเหตุ หรือเป็นโรคที่นำมาซึ่งความพิการ ตามพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ปี 2534 แบ่งความพิการเป็น 5 ประเภท คือ ความพิการในด้าน

         1. การมองเห็น
         2. การได้ยินหรือการสื่อความหมาย
         3. ร่างกายหรือการเคลื่อนไหว
         4. จิตใจหรือพฤติกรรม
         5. สติปัญญาหรือการเรียนรู้ ( Learning Disabilities )

         ลักษณะความพิการแต่ละอย่างมีผลกระทบต่อเด็กที่แตกต่างกัน การดูแลเด็กกลุ่มนี้ต้องดูแลทั้งทางด้านร่างกายที่พิการ ส่งเสริมให้เด็กพัฒนาได้ตามศักยภาพและด้านจิตใจให้เด็กมีความรู้สึกได้รับความรัก การยอมรับ และยอมรับตนเองได้อย่างที่เป็น โดยการช่วยเหลือร่วมกันของพ่อแม่ โรงเรียน และสังคม

แนวทางดูและเด็กพิการ

         1. พ่อแม่มีความรู้ เข้าใจข้อจำกัดและยอมรับโรคที่เด็กเป็น โดยอาศัยความช่วยเหลือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยประคับประคองจนพ่อแม่เกิดความเข้าใจ
         2. ทราบข้อมูลรายละเอียดในแนวทางการให้ความช่วยเหลือ มีสถานที่ที่จะส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กอย่างเหมาะสม เช่น การฝึกกล้ามเนื้อ การดูแลแผลกดทับ การฝึกสัมผัส การฝึกพูด การสอนการสื่อสาร การฝึกการเคลื่อนไหว การฝึกการสัมผัสแบบต่าง ๆ การฝึกการสื่อสารและสัมพันธ์กับคน การฝึกการดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวัน และการฝึกการสังเกต คิด และแก้ปัญหา รวมถึงความรู้ที่จะเข้าถึงบริการด้านการต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา สถานฝึกอาชีพ ฯลฯ
         3. เข้าใจพัฒนาการของเด็กปกติ รู้ความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านว่าถ้าขาดการฝึกฝนจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการด้านอื่นด้วย เช่น เด็กที่ขยับแขนขาไม่ได้ อาจไม่ได้สำรวจสิ่งแวดล้อม และทำให้สมองพัฒนาการล่าช้าได้
         4. เรียนรู้ผลกระทบของความพิการต่ออารมณ์ จิตใจของเด็ก และรู้วิธีป้องกันมิให้เกิดปัญหาอารมณ์ พฤติกรรมที่ติดตามมา

 เทคนิคในการดูแลเด็กพิการ

         1 . อดทนฝึกฝน จากงานที่ง่ายไปสู่งานที่ยากและซับซ้อน และช่างสังเกต
         2. สม่ำเสมอ และฝึกฝนเป็นขั้นตอน ไม่กลับไปกลับมา
         3. ใช้หลายวิธี คิดหาวิธีการต่าง ๆ ไม่ซ้ำซากน่าเบื่อ
         4 . หมั่นพูดคุย แสดงความชื่นชมเด็ก
         5. ใช้เวลากับเด็กอย่างมีความสุข เช่น เล่นสนุกกับเด็ก ไม่ควรเคร่งเครียดตลอดเวลา
         6. ให้เด็กช่วยตัวเองมากที่สุดเท่าทีเป็นไปได้ ไม่ปกป้องเด็กจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่ตั้งความหวังสูงจนเด็กท้อถอย
         7. มั่นใจในตนเอง ดูแลเด็กด้วยความรักเอาใจใส่

          เด็กที่มีความพิการติดตัวมักพบปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมได้มากเนื่องจากข้อจำกัดที่ ตัวเด็กเองมีอยู่ ไม่สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนผู้อื่น เด็กควรได้รับการดูแลโดยการให้กำลังใจไม่ใช่เยาะเย้ย ถากถาง ล้อเลียนเด็ก ขณะเดียวกันต้องฝึกให้เด็กพัฒนาความสามารถในด้านอื่นๆเพื่อส่งเสริมให้มีความมั่นใจ การทำให้เด็กไปหมดทุกอย่างนอกจากจะทำให้เด็กติดอยู่กับบริการที่พ่อแม่ให้ โดยที่เด็กไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง เท่ากับเป็นการทำร้ายเด็กในระยะยาว ความภาคภูมิใจในตนเองจะต้องมาจากความสามารถที่ตนเองทำเองได้ มิใช่เป็นผลงานที่มาจากผู้อื่น การฝึกฝนทักษะในด้านต่างๆจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การพัฒนาความสามารถให้เด็ก และชี้ให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง ให้เขารักและยอมรับข้อจำกัดมาตั้งแต่เล็ก ความสงสารและช่วยเหลือมากเกินไปอาจทำให้เด็กอ่อนแอ การให้โอกาสฝึกฝนและให้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญเด็กพิการต้องการเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะต้องการการยอมรับว่ามีความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน มีสิทธิเสรีภาพ เหมือนคนอื่น ๆ แต่พวกเขาต้องต่อสู้มากกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่านัก

         พบอารมณ์ซึมเศร้า ท้อแท้ คิดฆ่าตัวตาย ในเด็กพิการจำนวนมาก โดยที่เด็กยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยเป็นปกติ แม้ว่าภายในจะ ยังกรณีเช่นนี้ควรให้เด็กได้พบจิตแพทย์

         เด็กพิการมักจะถูกทอดทิ้ง ละเลย ได้ง่ายจากพ่อแม่ หลายรายที่พ่อแม่ทำใจไม่ได้ ต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันและเป็นจุดขึ้นต้นของความแตกร้าวในครอบครัว พ่อแม่บางคนที่รักและช่วยเหลือลูกที่พิการจนละเลยลูกที่ปกติ ดังนั้น การให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัวจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก่ครอบครัวที่มีลูกพิการจะเป็นการป้องกันปัญหาที่ซับซ้อนตามมาได้

<<Back

 

 
Copy Right 2005 © Child and Adolescent Psychiatric Society of Thailand
Designed by SYSTOP CO.,LTD.