หน้าแรก
ข่าวสาร
ชมรมจิตแพทย์เด็กและ
วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทความสำหรับประชาชน
บทความสำหรับแพทย์
แนวทางการรักษา
โรงพยาบาลที่มีบริการด้าน จิตเวชเด็กและวัยรุ่น
สถานที่ทำงานจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สมัครสมาชิก
หนังสือแนะนำ
 

ภูมิใจในความสามารถ : หัวใจของความสำเร็จ

          ความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นรากฐานที่สำคัญในการต่อสู้กับยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นที่มองเห็นความสามารถในตัวเองและภูมิใจ ความภาคภูมิใจเกิดจากการที่ทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จ ภูมิใจที่มีพ่อแม่เข้าใจ ให้โอกาสฝึกฝน ภูมิใจที่ได้มาเรียนโรงเรียนนี้ ภูมิใจที่ตัวเองมีความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่น ภูมิใจที่ได้พึ่งพาตัวเอง เป็นต้น
          พ่อแม่ไม่เข้าใจ คิดว่าความภาคภูมิใจจะมาจากการทำงานใหญ่ๆ เช่น มีผลการเรียนที่ดี เท่านั้น แต่แท้ที่จริง การทำอะไรด้วยตัวเองเล็กๆน้อยๆแต่เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ สามารถเรียนรู้และพัฒนาความสามารถอยู่ตลอดเวลาเป็นพื้นฐานที่สำคัญ
          การให้เด็กช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดและให้หัดทำงานบ้าน แตะฟุตบอล ตีปิงปอง ร้องเพลง เล่นดนตรี ขึ้นรถเมล์ ดูแลการเงินของตัวเอง เก็บของเล่น ซื้อของแทนพ่อแม่ ล้างห้องน้ำ เช็ดรถ กวาดใบไม้ เป็นต้น จะเป็นแบบฝึกหัดที่จะใช้ฝึกให้เด็กมองเห็นความสามารถของตนเองในหลากหลายรูปแบบ งานที่มอบหมายให้หัดทำมีทั้งส่วนที่เด็กชอบและไม่ชอบ เพราะในชีวิตจริงเราทุกคนก็ต้องทำทั้งในสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ
          เด็กที่มีบุคลิกภาพดีมักจะมีความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง รู้สึกดีต่อตัวเองและสังคมรอบข้าง เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ขณะเดียวกันมองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งในตัวรวมทั้งฝึกฝนตัวเองเป็น ความรู้สึกภูมิใจในตัวเองนอกจากจะมาจากความคิดและความรู้สึกของตัวเด็กเองแล้ว ยังเกิดจากการรับรู้ว่าพ่อแม่รัก เชื่อมั่นในความสามารถในตัวเขา โดยเรียนรู้มาจากวิธีการที่พ่อแม่คอยให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้ความมั่นใจ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือแก้ไขหรือให้โอกาสฝึกหัดทำใหม่ และให้อภัยเมื่อเด็กทำผิดพลาดไป
          ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตแต่ละวันในช่วงวัยเรียน ที่ทำสิ่งต่างๆทั้งที่ทำได้สำเร็จและไม่สำเร็จ ทำได้ดีหรือไม่ดี ทำได้ครบหรือไม่ครอบถ้วน ทั้งหมดจะส่งผลต่อการมองตัวเองทั้งสิ้น พ่อแม่ที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องเหล่านี้จะจัดกิจกรรมฝึกฝนเด็กในด้านต่างๆ โดยมอบงานทั้งที่ยากและง่าย ซับซ้อนและไม่ซับซ้อน เพื่อให้เด็กรู้สึกว่ายังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้และทดลองทำ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสพบกับความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว
          ในทางตรงข้าม การเรียกร้องที่สูงเกินความสามารถ ตั้งความหวังไว้สูงในความสำเร็จของเด็ก หรือลงโทษรุนแรงกว่าความผิด ดุ ว่า กราดเกรี้ยวกับความผิดเล็กๆน้อยๆ ทำดีเท่าไรไม่มีใครเห็นความสำคัญ แต่เมื่อทำผิดกลับถูกกระจายข่าวความผิดพลาดให้คนอื่นรับรู้จนเด็กอับอาย ขลาดกลัว เครียด กังวล ซึมเศร้า เกิดความรู้สึกว่าไม่เป็นที่รักหรือไม่เป็นที่ยอมรับของคนรอบตัว ไม่มีความสามารถเหมือนพี่น้องหรือเหมือนเพื่อน จึงต้องคอยทำตามที่คนอื่นต้องการ เพื่อให้ได้การยอมรับจากผู้อื่น วิธีการดังกล่าวจึงเป็นการทำลายความภาคภูมิใจในตัวเด็กได้รุนแรงและรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปยาวนานต่อชีวิตของเด็ก
          ถึงแม้ว่าชีวิตเด็กบางคนได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมมาก่อน จนขาดความภูมิใจในตนเอง แต่เมื่อได้มาใกล้ชิดใครสักคนที่มีทัศนคติที่ดี เชื่อมั่นในความสามารถของเด็ก ให้โอกาสฝึกฝนทักษะในด้านต่างๆ คอยให้กำลังใจ ให้อภัยในความผิดพลาด รวมทั้งให้ความรักความเมตตา สนับสนุน ชื่นชม เด็กที่โชคดีเหล่านั้นก็สามารถพัฒนาความมั่นใจและภูมิใจในตนเองได้ภายหลัง

ความอดทน : เรียนรู้ที่จะรอคอย

          การที่เด็กสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้ซับซ้อนขึ้น มองเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ยาวและลึกซึ้งขึ้นกว่าวัยอนุบาล จะทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะรอคอยเพื่อผลประโยชน์ที่ดีกว่า พบว่าเด็กชั้นประถมศึกษารอคอยได้นานกว่า อดทนได้นานกว่าเด็กชั้นอนุบาลชัดเจน
          แต่ความอดทน อดกลั้นที่จะทำตามความต้องการต้องอาศัยการฝึกฝนจากที่บ้านร่วมกัน ในบ้านที่ตามใจเด็กหรือทำหลายสิ่งหลายอย่างแทนเด็ก ไม่ฝึกให้อดทนทำอะไรเอง ทุกอย่างก็เรียกให้แม่มาทำให้แล้วแม่ก็มาช่วยทำไปเสียทุกอย่าง แม้แต่การอาบน้ำ กินข้าว แต่งตัวก็ช่วยเหลือไปหมดและมิได้ฝึกให้เด็กรู้จักการรอคอย อยากได้อะไรก็ซื้อให้หมด ไม่มีกติกาใดๆที่ต้องทำตาม เรียกร้องอะไรก็ได้ตามนั้นทุกอย่าง ถ้าเลี้ยงเช่นนี้ ถึงแม้ว่าเด็กจะเติบโตขึ้นมาก็มิได้หมายความว่าเด็กจะสามารถอดทนรอคอยได้ เพราะเด็กเองก็เรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องรอคอย เพราะถ้าร้องไห้เสียงดังๆหรือกรี๊ดร้องหรือลงไปนอนดิ้นก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการเลย ไม่จำเป็นต้องรอคอยหรือทำตามคำสั่งที่พ่อแม่ให้ทำ
          การที่พ่อแม่ให้ ชู๊ตลูกบอล 10 ลูกให้ลงตะกร้า แต่พอทำไปได้ 5 ลูกแล้วเบื่อไม่อยากทำแต่ต้องทำให้ครบ 10 ลูกตามที่พ่อแม่กำหนดนั้น เรียกการกระทำตั้งแต่ลูกที่ 6 ถึงลูกที่ 10 ว่าเป็นความอดทน ทำนองเดียวกันกับการล้างจาน เช็ดพื้น ตากผ้า แตะบอล วิ่งรอบสนาม ว่ายน้ำให้ครบตามที่วางแผน แม้ว่าจะเหนื่อยแล้ว เบื่อแล้ว ไม่สนุกแล้วก็ตาม ทั้งหมดก็ส่งเสริมความอดทนทั้งสิ้น ดังนั้นการฝึกฝนให้เด็กหัดทำงานต่างๆทั้งที่เด็กชอบและไม่ชอบจึงเป็นการสร้างความสามารถและความอดทนทั้งสิ้น
          ขณะเดียวกัน พ่อแม่ที่มีความเข้าใจเทคนิคการฝึก ให้เวลามากพอ มอบงานที่ท้าทายความสามารถ ไม่ยากเกินไปหรือไม่ซ้ำซากจนน่าเบื่อหน่าย ฝึกฝนสม่ำเสมอ หลากหลายในกิจกรรม ในบรรยากาศที่สนุก ไม่เคร่งเครียดจ้องจับผิด นั่นหมายความว่าพ่อแม่จะต้องใช้ความเข้าใจและอดทนในการฝึกเด็กๆจากทำไม่เป็นมาเป็นทำสิ่งต่างๆเพิ่มขึ้น เท่ากับว่าพ่อแม่เป็นต้นแบบของคนที่อดทนให้เด็กเห็นนั่นเอง

บทบาทคุณครู

          ครูควรมีบทบาทส่งเสริมพัฒนาการต่อจากพ่อแม่ ด้วยการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้านเช่นกัน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสังคม และจริยธรรม ใช้หลักพฤติกรรมบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก และถ้าจำเป็นต้องลงโทษ ควรมีหลักการลงโทษที่ดี ได้ผล และไม่เกิดผลเสียตามมา เมื่อเด็กเริ่มมีปัญหา ครูควรมีมาตรการจัดการให้ความช่วยเหลือโดยเร็ว โรงเรียนควรมีระบบการให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างชัดเจน มีการประสานงานกับแหล่งทรัพยากรที่จะให้ความช่วยเหลือได้ เช่นทีมงานสุขภาพจิตที่อยู่ใกล้เคียง เป็นต้น

แนวทางการช่วยเหลือเมื่อเด็กเริ่มมีปัญหา
          1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กและครอบครัว
          2. รับฟังปัญหาเด็กเสมอ ไม่ตำหนิ หรือสั่งสอนเร็วเกินไป ท่าทีเป็นกลาง
          3. เข้าใจปัญหา หาข้อมูลเพื่อให้รู้สาเหตุ และแนวทางการแก้ไขปัญหา
          4. มองเด็กในแง่ดี มีความหวังในการแก้ปัญหาเสมอ
          5. กระตุ้นให้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีทางเลือกหลายๆทาง วิเคราะห์ทางเลือกร่วมกันชี้แนะทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เด็กคิดไม่ออกด้วยตัวเอง หาพฤติกรรมทดแทน มาแทนที่พฤติกรรมที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เช่น ถ้าไม่ต้องการให้เด็กเล่นเกม ควรจัดเวลาให้เด็กมีกิจกรรมหลากหลาย และพยายามส่งเสริมให้ใช้เวลากับกิจกรรมอื่นที่ชอบ แต่เหมาะสมกว่า เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ
          6. เป็นแบบอย่างที่ดี
          7. ใช้กิจกรรมช่วย กีฬา ดนตรี ศิลปะ กิจกรรมกลุ่ม
          8. ให้เพื่อนช่วยเพื่อน อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน ยอมรับและอยากช่วยเหลือกัน ไม่ตัวใครตัวมัน
          9. ชมเชยเมื่อทำได้ดี
          10. เมื่อทำผิด มีวิธีตักเตือน ชักจูงให้อยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
          11. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม
          12. ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา แก้ไขปัญหาครอบครัว

<<Back

 

 
Copy Right 2005 © Child and Adolescent Psychiatric Society of Thailand
Designed by SYSTOP CO.,LTD.