หน้าแรก
ข่าวสาร
ชมรมจิตแพทย์เด็กและ
วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทความสำหรับประชาชน
บทความสำหรับแพทย์
แนวทางการรักษา
โรงพยาบาลที่มีบริการด้าน จิตเวชเด็กและวัยรุ่น
สถานที่ทำงานจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สมัครสมาชิก

หนังสือแนะนำ
 
 

การสื่อสารกับวัยรุ่น

          ปัญหาที่พบได้บ่อยมากในอันดับต้นๆที่พ่อแม่มาปรึกษา คือ คุยกับลูกวัยรุ่นแล้วไม่เข้าใจกัน เมื่อวิเคราะห์สาเหตุแล้วมักหนีไม่พ้นเรื่องของเทคนิคการพูดคุย จะคุยกับวัยรุ่นได้รู้เรื่อง ต้องอาศัยหลักต่อไปนี้

          1.เข้าใจเขาหน่อยและยอมรับการเปลี่ยนแปลง จากเด็กวัยเรียนที่อยู่ในโอวาท เริ่มต่อล้อต่อเถียง ฉุนเฉียวง่าย ไม่ค่อยยอมทำตามคำสั่งง่ายๆเหมือนสมัยเด็กๆ บางทีก็เหมือนผู้ใหญ่พูดคุยกันรู้เรื่อง บางครั้งก็ทำตามอำเภอใจ ไม่ค่อยคิดถึงจิตใจคนอื่น คำพูดเชือดเฉือน ก้าวร้าว ดูเหมือนไม่มีมารยาท แต่บทจะพูดหวานก็หวานได้ ขึ้นๆลงๆ เอาแน่นอนไม่ค่อยได้ แต่ก็อยากมีส่วนร่วม อยากแสดงความคิดเห็น และต้องการการยอมรับจากผู้ใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่จะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวิธีการ ทั้งกฎเกณฑ์ กติกา วิธีการพูดคุย และลูกเล่นต่างๆให้ทันสมัย พร้อมที่จะนำมาใช้กับลูกวัยรุ่นเพิ่มขึ้น วัยนี้ส่วนใหญ่จะไม่ชอบวิธีการจู้จี้ ขี้บ่น วุ่นวายกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของเขา ยิ่งเข้าไปยุ่ง วัยรุ่นจะยิ่งถอยห่าง ไม่ชอบการบังคับตรงๆ ถ้าไม่ใช้เรื่องใหญ่ก็ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้บ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกินขอบเขต ยอมรับไม่ได้ เช่น หนีโรงเรียน กลับบ้านดึก ก็ต้องจัดการให้ชัดเจน

         2. พูดคุยเปิดเผย เป็นกันเอง เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนทักษะนี้มาตั้งแต่เล็กๆ เรียกว่าคุยกันได้ทุกเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี เรื่องที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ เรื่องของความชอบและไม่ชอบ คุยกันอย่างเปิดเผยเป็นประจำ บรรยากาศสบายๆ เป็นห่วงเป็นใยพอเหมาะ

         ยิ่งถ้านำปัญหาต่างๆมาช่วยกันคิดและรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันจะยิ่งเพิ่มคุณภาพการพูดคุยเพิ่มมากขึ้น การใช้เวลาพูดคุยแบบนี้จะทำให้พ่อแม่เข้าใจความคิด ความรู้สึกของวัยรุ่นที่มีต่อเรื่องต่างๆได้ดี สามารถกระตุ้นให้หัดคิด หัดพูดถึงความคิด ความรู้สึกของตัววัยรุ่นเอง และสะท้อนความคิด และความรู้สึก เช่น

         “ ลูกคิดถึงเรื่องนี้อย่างไร ” (ถามความคิด)

         “ เธอรู้สึกอย่างไร ลองบอกครู........... ” (ถามความคิด)

          “ ลูกต้องการให้เป็นอย่างไร........... ” (ถามความคิด)

         “ เมื่อลูกโกรธ ลูกคิดจะทำอย่างไรต่อไป ” (ถามความคิด) เมื่อเด็กตอบว่า “ ผมอยากกลับไปชกหน้ามัน ” ควรพูดต่อไปว่า “ ลูกโกรธมากจนคิดว่าน่าจะกลับไปชกหน้าเขา ” (สะท้อนความคิด)

         “ ลูกคงเสียใจ ที่คุณครูทำโทษ ” (สะท้อนความรู้สึก)

         “ หนูรู้สึกอย่างไรบ้าง ที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ” (ถามความรู้สึก)

         “ เธอรู้สึกอย่างไร ที่ถูกเพื่อนแกล้ง ” (ถามความรู้สึก)

         “ ลูกโกรธที่ถูกเพื่อนแกล้ง ” (สะท้อนความรู้สึก)

         “ เรื่องที่คุยกันนี้คงจะกระทบความรู้สึกของหนูมาก ครูจะคุยกันต่อได้ไหม ” (สะท้อนความรู้สึก)

         การถามและสะท้อนความรู้สึกและความคิด จะได้ประโยชน์มาก เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่า เราเข้าใจความคิด และความรู้สึกของเขา ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เป็นพวกเดียวกัน และจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ชักจูงได้ง่ายขึ้น

         การพูดคุยที่ดีจะ ทำให้เขารู้สึกว่า การพูดเล่าเรื่องทั้งเรื่องดีและไม่ดีเป็นเรื่องปกติ พ่อแม่และครูควรเป็นตัวอย่างแก่เด็ก ในการบอกความคิดเห็นหรือต้องการของตนเองที่ชัดเจน เช่น “ แม่คิดว่า............ ” “ ครูไม่ชอบเลยที่........... ” หรือ “ พ่อต้องการให้เป็นแบบนี้........... ” เป็นต้น

          การที่เลี้ยงกันมาตั้งแต่เล็ก มิได้หมายความว่าพ่อแม่ลูกจะคิดอะไรได้ตรงกัน หรือทำเหมือนกัน ให้ยอมรับความคิดเห็นของวัยรุ่นถึงแม้ว่าจะพ่อแม่อาจไม่เห็นด้วยก็ตาม ให้โอกาสเขาได้แสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึกได้ทุกๆเรื่อง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่อาจทำผิดพลาดมาก็ต้องชมที่เขากล้าเปิดเผย แต่การจัดการในเรื่องผิดถูกก็ต้องจัดการไปอีกเรื่องหนึ่ง

          3.เวลา เวลาพูดคุยที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องมีมาก ควรเป็นเวลาที่สบายๆ โดยเอาเหตุการณ์ในละคร ในภาพยนตร์หรือในประสบการณ์ชีวิตมาคุยต่อเพื่อสังเกตแนวความคิดเห็น ความเชื่อและค่านิยม ภายใต้บรรยากาศที่มองกันในแง่ดีต่อกัน จะทำให้วัยรุ่นรับฟังข้อมูลที่พ่อแม่สื่อสารได้ดีที่สุด แต่ภายใต้ความกดดัน เครียดหรือมีความโกรธแทรกอยู่ จะทำให้การรับรู้ข้อมูลบิดเบี้ยวไปได้ทั้งสองฝ่าย

          4. ท่าทีของพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่รับฟังความคิดเห็นและฟังเหตุผลของวัยรุ่น วัยรุ่นเองก็จะฟังพ่อแม่เช่นกัน พ่อแม่ทุกคนพอใจที่ลูกเชื่อฟัง และไม่พอใจอย่างยิ่งถ้าลูกไม่ทำตามหรือปฏิเสธที่จะทำ ท่าทีของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อคุณภาพในการพูดคุยกับวัยรุ่น ควรฝึกให้เด็กคิดเองก่อนเสมอ เมื่อเด็กคิดไม่ออก ไม่รอบคอบ ไม่กว้าง พ่อแม่ครูอาจช่วยชี้แนะให้ในตอนท้าย ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง ยอมรับการปฏิเสธที่มีเหตุผล เพราะนั่นหมายความว่าลูกเราเริ่มเป็นตัวของตัวเอง แค่ก็มิได้หมายความว่าจะต้องทำตามวัยรุ่นทุกครั้ง เนื่องจากเขายังด้อยประสบการณ์ แต่การพูดกับวัยรุ่นโดยไม่แสดงอารมณ์ ปรารถนาดี ใช้เหตุผลแต่ในมุมมองและเหตุผลที่แตกต่างออกไป และให้เวลากลับไปคิด จะช่วยทำให้วัยรุ่นรับข้อมูลของพ่อแม่กลับไปคิดต่อได้

ตัวอย่างการกระตุ้นให้วัยรุ่นหัดคิดด้วยตนเอง เช่น

          “ ลูกคิดว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ” (ให้คิดสรุปหาสาเหตุของปัญหา)

          “ แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไปดี ” (ให้คิดหาทางออก)

         “ แล้วทางออกแบบอื่นละ มีวิธีการอื่นหรือไม่ ” (ให้หาทางเลือกอื่นๆ ความเป็นไปได้อื่นๆ)

         “ ทำแบบนี้ แล้วคาดว่าผลจะเป็นอย่างไร ” (ให้คิดถึงผลที่ตามมา)

          “ เป็นไปได้ไหม ถ้าจะทำแบบนี้....(แนะนำ).......ลูกคิดอย่างไรบ้าง ”

         5. ชื่นชมความสามารถ เทคนิคในการพูดคุยกับผู้ใหญ่ได้ดีก็ต้องผ่านการฝึกฝน ซึ่งในระยะแรก อาจพูดไม่เหมาะสมไปบ้างก็ต้องให้อภัย ชี้ให้เห็นความก้าวหน้าในทักษะการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม การใช้เหตุผล การสรุปใจความ แนวคิดต่างๆ การชมต้องให้เกิดความภาคภูมิใจตนเอง ควรชมให้ผู้อื่นทราบด้วย หรือร่วมชื่นชมด้วย และเสริมให้เด็กรู้สึกต่อไปว่า เขาคงจะพอใจที่ตัวเองเป็นคนดีด้วย ต่อไปเด็กจะชื่นชมตัวเองเป็น ไม่ต้องรอให้คนอื่นเห็นความดีของตน หรือรอให้คนอื่นชมเสมอไป ดังตัวอย่างนี้

          “ แม่ดีใจมากที่ลูกช่วยน้องแก้ปัญหา ลูกรู้สึกภูมิใจใช่ไหมจ๊ะ ”

          “ พวกเราภูมิใจที่เธอได้รางวัลครั้งนี้ ช่วยกันตบเมือให้หน่อย เธอคงภูมิใจในตัวเองเหมือนกันใช่ไหม ”

         แต่ในด้านตรงข้าม เวลาเตือนอย่าให้เกิดความอับอาย ให้ค่อยๆคิด และยอมรับด้วยตัวเอง อย่าให้เสียความรู้สึก ควรเตือนเป็นการส่วนตัว ก่อนจะเตือน ควรหาข้อดีของเขาบางอย่าง ชมตรงจุดนั้นก่อน แล้วค่อยเตือนตรงพฤติกรรมนั้น เช่น

          “ ครูรู้ว่าเธอเป็นคนฉลาด แต่การที่เธอเอาของเพื่อนไปโดยไม่บอกนี่ไม่ถูกต้อง ”

          “ ครูเห็นแล้วว่าเธอมีความตั้งใจมาก แต่งานนี้เป็นงานกลุ่มที่ต้องช่วยกันทำทุกคนนะจ๊ะ ”

         6. หลีกเลี่ยงการใช้คำถามที่ขึ้นต้นว่า “ ทำไม ”

         การใช้คำถามที่ขึ้นต้นว่า ” ทำไม.. ” เช่น “ ทำไมลูกไม่ส่งงาน ” จะทำให้วัยรุ่นเข้าใจได้ 2 แบบ คือ

         1. เธอทำไม่ดีเลย ทำไมจึงทำเช่นนั้น และ

         2. ถ้ามีเหตุผลดีๆ การกระทำเช่นนั้นก็อาจเป็นที่ยอมรับได้

         ผลที่ตามมาคือ วัยรุ่นจะพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตนเองมากขึ้น เพื่อพยายามยืนยันว่า ความคิดและการกระทำของเขาถูกต้อง เป็นการสอนให้เด็กเถียงแบบข้างๆคูๆ แล้วผู้ใหญ่ก็จะโมโหเสียเอง ทั้งๆที่เป็นคนเริ่มต้นให้เด็กหาเหตุผล แต่เมื่อเด็กแสดงเหตุผล ก็ไม่ยอมรับเหตุผลของเขา ถ้าต้องการทราบเหตุผลจริงๆของพฤติกรรม เด็ก ควรถามดังนี้

          “ ครูอยากรู้จริงๆว่าอะไรทำให้เธอทำอย่างนั้น ”

         “ พอจะบอกแม่ได้ไหมว่า ลูกคิดอย่างไรก่อนที่จะทำอย่างนั้น ”

         “ เกิดอะไรขึ้น ทำให้เธอมาโรงเรียนสายในวันนี้ ”

          “ มันเกิดอะไรขึ้น ไหนลองเล่าให้พ่อเข้าใจหน่อย ”

         7. การตำหนิ การที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดาของคนสองคน ความผิดพลาด การเถียงข้างๆคูๆ ก็ไม่ต้องไปเอาใจใส่มากนัก อย่าด่วนตำหนิ ดุว่า ลงโทษก่อนที่วัยรุ่นจะพูดจบ พยายามสงบใจ ทำความเข้าใจ ให้โอกาส อย่าพูดขัด และสรุปประเด็นให้ตรงกัน จากเรื่องที่เขาเล่ามาให้ฟังนั้น ถ้าจะตำหนิให้ตำหนิที่ความคิด การตัดสินใจ หรือพฤติกรรมจะทำให้วัยรุ่นยอมรับและ ไม่เสียความรู้สึกด้านดีของตนเอง มากกว่าไปตำหนิที่ตัววัยรุ่นว่าเป็นคนไม่ดี เพราะจะเกิดการต่อต้านไม่ยอมรับ เช่น

         “ การมาโรงเรียนสาย เป็นสิ่งที่ไม่ดี ” ดีกว่า “ เธอนี่แย่มาก ขี้เกียจจังเลยถึงมาสาย ”

          “ การทำเช่นนั้น ไม่ฉลาดเลย ” ดีกว่า “ เธอนี่โง่มากนะ ที่ทำเช่นนั้น ”

         “ แม่ไม่ชอบที่ลูกไม่ได้ช่วยงานบ้าน ทุกคนต้องช่วยกัน “ ดีกว่า “ ลูกเห็นแก่ตัวและชอบเอาเปรียบ ”

         ไม่ควรใช้คำพูดทำนองว่า เป็นนิสัยไม่ดี หรือสันดานไม่ดี เพราะจะเกิดการต่อต้าน หรือแกล้งเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรืออย่าพูดล่วงเกินไปถึงผู้อื่น เช่น “ นิสัยเสียเหมือนพ่อไม่มีผิด ”

เหตุที่วัยรุ่นไม่ชอบพูดคุยกับผู้ใหญ่ มักเกิดจาก

         1. ชอบเอาไปเล่าต่อ
         2. จบการพูดคุยด้วยการสั่งสอน อบรม ดุว่า หรือโวยวายโดยที่ยังฟังไม่จบ
         3. ไม่สนใจจริงจังในเนื้อหาที่เขาพูดหรือติดยึดแนวความคิดของผู้ใหญ่เพียงแค่ทำท่ารับฟังไปอย่างนั้นไม่ได้ตั้งใจที่จำทำความเข้าใจเนื้อหาที่เขาพูดออกมา หรือไม่ยอมที่จะเข้าใจ
         4. จ้องจับผิด
         5. ไม่เคยสนใจพูดคุยกันมาก่อน พอมีเรื่องขึ้นมาถึงจะมาพูดคุยซักถาม หรือเพื่อหวังผลประโยชน์

สิ่งที่วัยรุ่นอยากได้รับจากผู้ใหญ่ เวลาพูดคุยกัน คือ
         1. การยอมรับความคิดเห็น ถึงแม้ว่าจะแตกต่างจากผู้ใหญ่
         2. ให้โอกาสแสดงความเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ด่วนตัดสินว่าผิดหรือถูก
         3. ให้เกียรติในการคุย เสมอว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
         4. ถ้าจะดุหรือว่ากล่าวตักเตือนให้พูดตรงๆเฉพาะเรื่องนั้น ให้ตรงประเด็น ไม่ต้องพูดยาว อย่าเอาความผิดเก่าๆมาพูดซ้ำ
         5. คุยกันในบรรยากาศดีๆ สบายๆ ไม่กดดัน
         6. คุยกันได้หลายๆเรื่องอย่างสนุกสนาน และยอมรับในความแตกต่าง
         7. เป็นที่ปรึกษาได้ในยามที่ต้องการ
         8. ใกล้ชิดแต่ไม่วุ่นวาย เจ้ากี้เจ้าการ หรือบีบบังคับ

กิจกรรม

กิจกรรมที่เหมาะกับวัยรุ่น

         1. กิจกรรมที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่ม ฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่น ฝึกทักษะสังคม ฝึกให้มีความกล้า ความรู้สึกเป็นที่ยอมรับจากกลุ่ม มีพวก มีเพื่อน มีคุณค่าในตนเอง การควบคุมตนเอง ความอดทน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีเอกลักษณ์ของตนเอง
         2. กิจกรรมที่สนุกสนาน ตื่นเต้น ท้าทาย แปลกใหม่ อยู่ในสมัยนิยม เป็นจุดเด่น เป็นที่กล่าวขวัญยกย่องโดยเพื่อน ส่งเสริมวุฒิภาวะ
         3. กิจกรรมผจญภัย เรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ
         4. กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในจุดเด่นของตนเอง ตรงกับความชอบ ความถนัด ทำได้ดี เป็นที่ยอมรับ
         5. กิจกรรมที่ให้ความรู้และทักษะในเรื่องเพศ ความสัมพันธ์กับเพศตรงกันข้าม
         6. กิจกรรมที่สร้างเสริมความแข็งแรงทางร่างกาย กีฬา หรือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิก
         7. กิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะในการเอาตัวรอด ได้แก่ การว่ายน้ำ การต่อสู้ป้องกันตัว ความคล่องแคล่วว่องไว
         8. กิจกรรมส่งเสริมความสุนทรีย์แห่งชีวิต ได้แก่ ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ
         9. กิจกรรมที่สร้างความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและต่อส่วนรวม เช่น งานบ้าน ฝึกการทำงาน วิชาชีพ
         10. กิจกรรมที่จะใช้เป็นงานอดิเรก ทำยามว่าง เป็นวงจรที่มีความสุขแห่งชีวิต
         11. กิจกรรมที่ฝึกการควบคุมสติและความคิดตนเอง ได้แก่การฝึกสติและสมาธิ

กิจกรรมที่ควรระวัง

         1. กิจกรรมที่ขาดการดูแลโดยผู้ใหญ่
         2. กิจกรรมที่ส่งเสริมความก้าวร้าวรุนแรง การพนัน
         3. กิจกรรมที่ใช้เวลามากจนรบกวนกิจกรรมปกติอื่นๆ เด็กอาจสนุกแต่ติดจนควบคุมไม่ได้ เช่นเกมคอมพิวเตอร์
         4. กิจกรรมที่ผู้ใหญ่ไม่รู้จัก

<<Back

 
Copy Right 2005 © Child and Adolescent Psychiatric Society of Thailand
Designed by SYSTOP CO.,LTD.