หน้าแรก
ข่าวสาร
ชมรมจิตแพทย์เด็กและ
วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทความสำหรับประชาชน
บทความสำหรับแพทย์
แนวทางการรักษา
โรงพยาบาลที่มีบริการด้าน จิตเวชเด็กและวัยรุ่น
สถานที่ทำงานจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สมัครสมาชิก

 
 


แนวทางการแก้ไขความก้าวร้าวรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น

แนวทางการแก้ไขความก้าวร้าวรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น


ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงวัณเพ็ญ  บุญประกอบ
ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

1.            ลดความรุนแรงภายในครอบครัว ระหว่างพ่อแม่ พ่อแม่ต่อเด็ก เด็กต่อเด็ก โดยถือหลักว่า เมื่อเกิดปัญหาจะตัดสินกันด้วยความรุนแรงกลั่นแกล้งกันไม่ได้ ผู้ใหญ่จะต้องหยุดความรุนแรงนั้นทันที เมื่อเกิดการทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเอง หรือทำลายสิ่งของหรือสัตว์ จะต้องหยุดการกระทำ พูดให้ชัดเจนและบอกสิ่งที่ทำได้มาทดแทน สิ่งถูกต้องคืออะไร ถ้าจะมีการลงโทษต้องไม่ใช่วิธีรุนแรง แต่ด้วยความสงบเอาจริง บอกเหตุผล และหลังจากนั้นให้เด็กได้ทบทวนการกระทำของตนเพื่อแก้ไข ทั้งนี้จะต้องรับฟังความคิดเห็นของเด็กร่วมด้วย และแนะวิธีระบายความโกรธอย่างถูกต้อง เช่น การออกกำลัง การทำงาน การพูดจาประนีประนอม หรือหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ในบางครั้ง สุดแต่ความเหมาะสม

2.    สร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง


                การสร้างลูกให้เข้มแข็ง แข็งแกร่ง มีความอดทน อดกลั้น และอดออม พ่อแม่จะต้องไม่ส่งเสริมความก้าวร้าว ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ หรือตามใจเด็กในทางผิดๆ 


        2.1 เริ่มต้นต้องสอนให้เด็กมีจิตเมตตา ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันมิให้กระทำการรุนแรง รู้จักเห็นอกเห็นใจคนเป็น ถ้าเด็กได้รับความรักความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่มาสม่ำเสมอ มีการสนองความต้องการถูกทางตั้งแต่เล็กๆ เด็กจะมีคุณสมบัติเห็นอกเห็นใจคนเป็นพื้นฐาน สอนการให้การแบ่งปัน สอนมรรยาทสังคมเบื้องต้น เช่น ขอบคุณ ขอโทษ พูดจามีหางเสียงไพเราะ เด็กจะมีจิตใจอ่อนโยน พ่อแม่ต้องเป็นที่พึ่ง ช่วยเหลือและปกป้องอันตรายใกล้ชิดในเบื้องแรก แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไปเฝ้าดูในสายตาเมื่อเขาค่อยๆ เติบโตขึ้น ให้โอกาสความเป็นอิสระพร้อมความรับผิดชอบ และเมื่อให้สิทธิต้องควบคู่ไปกับหน้าที่เสมอ


        2.2. ฝึกให้ทำการงานตามวัย เพื่อฝึกทักษะ ฝึกไหวพริบ และวิธีคิดค้น ขณะเดียวกันให้ความเป็นอยู่พอเพียงตามความจำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย การทำอะไรจะมีข้อบกพร่องผิดพลาดได้ ในการฝึกหัดผู้ใหญ่จะต้องเข้าใจ และให้รู้ว่านี่คือการเรียนรู้อย่างหนึ่งและหาวิธีแก้ไข เด็กที่ทำอะไรได้สำเร็จ มีความเพลิดเพลินกับการงานและงานอดิเรก ช่วยเหลือภายในบ้าน จะเป็นเด็กที่ไม่เหลวไหล และประกอบอาชีพได้ดีเมื่อเติบโตขึ้น


        2.3 พ่อแม่ต้องเลี้ยงให้ลูกรู้สึกตนมีคุณค่าภายในจิตใจของเขา ให้เขารู้ว่าเขามีความสามารถ  ฉะนั้น ข้อ 2.2 จึงเป็นส่วนที่จะทำให้เกิดคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่พ่อแม่จะแสดงความชื่นชม การกระทำที่เขามีความตั้งใจ มุ่งมั่นพยายาม โดยคุณสมบัติและการปฏิบัติมากกว่าไปเล็งผลเลิศในสิ่งที่เขาทำ เพราะผลลัพธ์นั้นยังมีตัวแปรอื่นอีกมาก จึงควรเน้นในคุณค่าที่เด็กมีมากกว่าให้เด็กไปเห็นความสำคัญในวัตถุภายนอกและจากผู้อื่น


        2.4 พ่อแม่และผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทั้งวาจาท่าทาง การกระทำและ  พฤติกรรมทั้งต่อหน้าและลับหลังในชีวิตประจำวัน พ่อแม่อาจยกตัวอย่างที่ดีมาเป็นหัวข้อสนทนาให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเสมอ ให้เขารู้ว่าพ่อแม่เป็นที่พึ่งที่ปรึกษา เข้าใจเขาและพร้อมจะเป็นที่ให้เขาได้ปรับทุกข์ ยินดีในความสุขความสำเร็จของเขา


        2.5 ในครอบครัวจะต้องมีการกระทำร่วมกัน การงานบ้าน ให้เด็กรู้จักว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่มีหน้าที่สำคัญในการอยู่ร่วม ช่วยเหลือรับผิดชอบตามวัยของเขา พ่อแม่จะต้องร่วมสนทนาบ้าง มีกิจกรรมที่สนุกเพลิดเพลินร่วมกันบ้าง หาเวลาอยู่ด้วยกันพักผ่อนหย่อนคลายบ้าง จะเป็นการเล่านิทาน เล่นเกม เดินเล่น ออกกำลัง เล่นกีฬา ดนตรี ทำสิ่งประดิษฐ์ ซ่อมแซมสิ่งของ ฯลฯ กิจกรรมภายในบ้านและครอบครัวเป็นจุดสำคัญที่จะสร้างสัมพันธ์ความใกล้ชิด และฝึกคุณสมบัติของเด็กหลายๆ อย่าง


        2.6 ต้องให้เด็กได้รู้จักและปฏิบัติกิจวัตรเกี่ยวกับศาสนา พ่อแม่จะต้องสอนลูกกราบพระ สวดมนต์ รักษาศีล 5 ตามกำลัง พาลูกไปวัดและสถานปฏิบัติธรรม พบปะผู้คนที่เป็นคนดี มีความเป็นกัลยาณมิตร ให้เขาได้ทำบุญ ตักบาตร ฝึกสติ สมาธิ สนทนาธรรมให้ต่อเนื่องอยู่เสมอ โดยมั่นใจว่าการปฏิบัติเหล่านี้จะปลูกฝังคุณธรรมภายในจิตใจเด็กและเป็นวัคซีนที่ป้องกันภัยอันตราย สกัดกั้นหรือทำลายความก้าวร้าวรุนแรง และความประพฤติเหลวไหลทั้งหลาย พ่อแม่มีหน้าที่ปลูกฝัง และให้เด็กได้รับโอกาสพบปะสังสรรค์กับคนหมู่ดี การฝึกปฏิบัติจะปรับไปตามวัยของเด็กแต่ละช่วงอายุ และที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องมีความรู้และปฏิบัติด้วย


        2.7 การฝึกให้เด็กคิดให้เป็นคิดให้ดี แก้ปัญหาความยุ่งยากให้เป็นอย่างสร้างสรรค์ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากที่จะต้องให้เด็กได้รับรู้ ฝึกปฏิบัติ และทำไปในชีวิตประจำวันตั้งแต่เล็ก ทั้งนี้เมื่อเขาเผชิญปัญหาไม่ว่าสถานการณ์อย่างไร เขาจะได้มีสติ ยั้งคิด คิดหาทางได้ถูกวิธี และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พ่อแม่จึงไม่ควรทำอะไรให้ลูกไปหมดทุกอย่าง ไม่บอกหรือสั่งให้เขาทำไปหมด แต่ต้องให้โอกาสคิดและตกลงใจ ลงมือทำด้วยบ้าง การปรึกษาหารือเป็นวิธีหนึ่งที่จำเป็น และรับฟังความคิดเห็นของลูก เช่น เมื่อเล็กๆ พี่ไปแย่งของน้อง น้องตีเอา การตัดสินเพียงว่าใครผิดใครถูกไม่ได้ช่วยแก้ไขเด็ก แต่เราต้องถามถึงเหตุที่เขาไปแย่งของน้อง น้องตีเขาๆรู้สึกอย่างไร  และเขาตีน้องๆรู้สึกอย่างไร  อะไรเกิดขึ้นตามมา ให้เขาคิดหาวิธีที่จะได้ของมาเล่นโดยน้องก็ไม่โกรธ เขาก็ไม่เจ็บตัว และถูกลงโทษและเขาก็จะได้ความสุข พอใจด้วยกันได้ เด็กอาจตอบว่า ขอน้องดีๆ หรือเขาไปเอาของมาเล่นกับน้อง หรือเล่นด้วยกัน หรือไปเล่นอย่างอื่นก่อน พอน้องเลิกเล่นก็มาเล่น หรือบอกแม่ให้ช่วยเอา จะเห็นว่าทางออกของปัญหามีหลายวิธี ในชีวิตประจำวันที่เด็กเติบโตขึ้นจะต้องหัดสิ่งเหล่านี้เสมอ ให้เขาได้รู้จักคิดหาวิธีต่างๆ เป็นการให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ การรอคอย ไม่วู่วามด่วนตัดสินใจปัญหา และให้เด็กมีการพิจารณาใคร่ครวญ ซึ่งเป็นการทำให้เขาฉลาดขึ้น มีการปรับตัวดีขึ้นด้วย


         2.8 ทั้งหมดนี้เด็กจะได้เรียนรู้การรู้จักตนเอง ตนรู้สึกอย่างไร คนอื่นรู้สึกอย่างไร เขาจะหัดมองในทัศนะของผู้อื่นด้วยโดยไม่เอาแต่ใจตนเองเป็นที่ตั้งและเห็นแก่ตัว


3.     แรงสนับสนุนครอบครัว


ครอบครัวปัจจุบันต้องการแรงสนับสนุนจากสังคมและภาครัฐ  เพื่อพยุงปรับปรุงให้เกิดความเข้มแข็งภายใน


        3.1 ต้องมีการลดและเลิกแหล่งอบายมุขและแหล่งเริงรมย์ สิ่งล่อใจผิดๆ เป็นอันตรายต่อเด็ก มีมาตรการและกฎหมายที่นำสู่แนวปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมทั้งบทลงโทษ เพราะเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดในการชักจูงให้เด็กและเยาวชนลุ่มหลง งมงาย ในทางผิด


        3.2 ลดการลงข่าวหรือสื่อที่บรรยายความก้าวร้าวรุนแรงทุกชนิด รวมทั้งข้อความที่เกี่ยวกับเรื่องผิดศีลธรรมด้วย การลงสื่อต่างๆในรายละเอียดจะเป็นการชี้แนะการกระทำโดยตรง


        3.3 เพิ่มภาพพจน์ของสังคม และตัวอย่างในทางดีมีคุณธรรมให้มากขึ้นและเสมอๆ โดยเฉพาะการเสนอเป็นรูปธรรมให้ชัดเจน


        3.4 สังคมช่วยกันทุกฝ่ายที่จะดูแลชุมชนของตนเอง เอื้ออำนวยความช่วยเหลือให้ความเมตตาปราณีต่อกันให้มากขึ้น สนับสนุนองค์กรที่ทำเกี่ยวกับเด็กในทุกรูปแบบตามกำลัง เช่น กำลังทรัพย์ เข้าช่วยเป็นบุคลากร จัดสรรอุปกรณ์ ช่วยเผยแพร่กิจกรรม สนับสนุนให้เข้าร่วม ฯลฯ เช่น องค์กรศาสนา  องค์กรเครือข่ายครอบครัว องค์กรให้เด็กรักการอ่าน เป็นต้น ฯลฯ


        3.5 รัฐจะต้องจัดสรรโดยเร่งด่วนให้ชุมชนทุกแห่งมีสถานที่ให้เด็กได้ทำกิจกรรม ออกกำลังกาย เล่นกีฬา แหล่งความรู้ ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ สนามเด็กเล่น ที่พักผ่อนหย่อนใจ สวนสาธารณ ฯลฯ โดยเฉพาะในเวลาห้องเรียนเลิก และวันหยุดที่พ่อแม่บางครอบครัวมีความจำเป็นในการทำงาน นอกจากนี้ควรจัดให้เด็กได้มีสถานที่ฝึกทำงาน ฝึกทักษะและ/หรือหารายได้เพื่อฝึกให้รู้จักค่าของเงินและการรักการทำงาน เป็นต้น



































Copy Right 2005 © Child and Adolescent Psychiatric Society of Thailand
Designed by SYSTOP CO.,LTD.