หน้าแรก
ข่าวสาร
ชมรมจิตแพทย์เด็กและ
วัยรุ่นแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทความสำหรับประชาชน
บทความสำหรับแพทย์
แนวทางการรักษา
โรงพยาบาลที่มีบริการด้าน จิตเวชเด็กและวัยรุ่น
สถานที่ทำงานจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สมัครสมาชิก

 
 


แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการทางพฤติกรรมโรคออทิซึม

แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการทางพฤติกรรม
โรคออทิซึม (Autism)

      แนวทางเวชปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณภาพของการบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขสังคมไทย โดยหวังผลในการสร้างเสริมและแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ข้อแนะนำต่างๆ ในแนวทางเวชปฏิบัตินี้ ไม่ใช่ข้อบังคับของการปฏิบัติ ผู้ใช้สามารถปฏิบัติแตกต่างไปจากข้อแนะนำนี้ได้ในกรณีที่ สถานการณ์แตกต่างออกไปหรือมีเหตุผลที่สมควร โดยใช้วิจารณญาณและอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการและจรรยาบรรณ

วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะทางคลินิกของโรคออทิซึมและสามารถให้การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้
2. เพื่อให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถให้การดูแลรักษาเบื้องต้นแก่ผู้ป่วย ออทิซึมและครอบครัว
3. เพื่อให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนทราบแนวทางปฏิบัติในการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์ต่อไป

กลุ่มเป้าหมาย
แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน

คำนิยาม
โรคออทิซึม(1) เป็นโรคทางจิตเวชเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าและผิดปกติ ทางด้าน
1. ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคล
2. การสื่อสาร การพูดและการใช้ภาษา
3. จินตนาการ ทำให้เล่นสมมติไม่เป็น จึงมีพฤติกรรมซ้ำซากทั้งทางด้านความคิดและการกระทำ ปรับตัวเปลี่ยนแปลงยาก มีปัญหาทางอารมณ์ อาจจะมีความสามารถพิเศษทางใดทางหนึ่ง โดดเด่นอย่างชัดเจน

อุบัติการณ์
- พบได้ 1 : 2,000(2) ของประชากรเด็ก
- พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 4-5 เท่า(2) โดยในเด็กหญิงมักมีความรุนแรงมากกว่าเด็กชาย
- มีโอกาสเกิดโรคในพี่น้องของเด็กออทิสติก 1: 50
- พบในทุกเชื้อชาติ และเศรษฐานะ

สาเหตุและภาวะที่เกี่ยวข้อง(4)
โรคออทิซึมมีสาเหตุจากภาวะต่างๆ ได้แก่
1. พัฒนาการของสมองผิดปกติ อาจจะเกิดได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา ระหว่างการคลอดหรือภายหลังคลอด เช่น
     - มารดาที่เป็นโรคหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์
     - เด็กที่เป็นโรคทิวเบอร์รัส สเคอร์โรสีส
     - เด็กขาดออกซิเจนระหว่างคลอด
2. มีความผิดปกติทางหน้าที่ของสมอง เช่น
     - เด็กออทิสติกร้อยละ 25-30 จะมีอาการโรคลมชักในระยะเริ่มเข้าวัยรุ่น จากการตรวจคลื่นสมองด้วยไฟฟ้าในเด็กออทิสติกพบว่ามีความผิดปกติของคลื่นสมองแบบไม่เฉพาะเจาะจง (non-specific) มากกว่าเด็กทั่วไป
     - ขนาดสมองโตกว่าเด็กทั่วไปเล็กน้อยโดยมิได้มีมาแต่แรกเกิด แพทย์ทางระบบประสาทและพยาธิวิทยาได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่าสมองของเด็กออทิสติกมีเซลล์สมองผิดปกติอยู่ 2 แห่งคือ บริเวณที่ควบคุมความจำ อารมณ์และแรงจูงใจ ส่วนอีกบริเวณหนึ่งจะควบคุมการเกี่ยวกับเคลื่อนไหวของร่างกาย ลักษณะเซลล์สมองทั้งสองแห่งเป็นเซลล์ที่ไม่พัฒนาไปตามวัยของเด็ก
3. กรรมพันธุ์ เนื่องจากพบเด็กออทิสติกในคู่แฝดจากไข่ใบเดียวกันมากกว่าคู่แฝดที่เกิดขึ้นจากไข่คนละใบ และอัตราส่วนของออทิซึมในพี่น้องคือ 1: 50

อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถบอกถึงสาเหตุที่แน่นอนได้ ส่วนปัจจัยการเลี้ยงดูนั้นไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่เป็นสาเหตุส่งเสริมที่จะทำให้เด็กที่เป็นออทิสติกอยู่แล้วมีอาการมากขึ้นในกรณีที่ละทิ้ง ไม่สนใจเด็ก หรือช่วยให้อาการของเด็กดีขึ้นได้ในกรณีที่เลี้ยงดูเหมาะสม ฝึกกระตุ้นเด็ก




แผนภูมิที่ 2 แสดงแนวทางการวินิจฉัยโรคออทิซึ่ม

อาการและอาการแสดง
      มีความแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน ระดับความรุนแรงของอาการจะเปลี่ยนไปตามอายุของเด็ก เด็กจะมีพัฒนาการผิดปกติและล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน โดยลักษณะภายนอกปกติแข็งแรงดี
      ในขวบปีแรก มักเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยร้อง แต่ในบางรายอาจมีปัญหาการกิน ดูดนมไม่ดี กลืนไม่เป็น มีปัญหาการนอน นอนช่วงสั้น ๆ ตื่นบ่อย ร้องไม่มีเหตุผลหรือเงียบเฉยเกินไป ไม่ติดใครเลยหรือติดมากผิดปกติ ไม่ชอบให้ถูกตัว ไม่ค่อยสบตา หรือจ้องอย่างมาก จ้องมองแบบไม่มีความหมาย
      ช่วงหลัง 1 ปี จะเริ่มสังเกตว่า พูดช้า ไม่พูด หรือไม่ชี้บอกความต้องการ อาจมีการออกเสียงคำสั้นๆ แล้วหยุดไป ไม่สบตา มองผ่านหรือจ้องมองมากผิดปกติ ไม่สนใจใครและไม่สนใจเล่นกับเด็กอื่นตามวัย เลียนแบบไม่เป็น มีพฤติกรรมทางสังคมที่แปลกกว่าเด็กอื่น แปลกกว่าเด็กอื่น ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมและบุคคล เล่นกับเด็กอื่นไม่เป็น ไม่ชวนคนอื่นเล่นด้วย เล่นสมมติไม่เป็น มักไม่อยู่นิ่ง มีสีหน้าเฉยเมย ขาดความสนใจร่วมกับบุคคลอื่น ไม่กลัวคนแปลกหน้า ไม่สนใจใคร สนใจวัตถุมากกว่าคน ไม่สบตาหรือบางรายจะจ้องอย่างมาก อาจมองเอียงๆ ด้วยหางตา เรียกไม่ค่อยหัน มักจะซนมาก ไม่พูด หรือพูดเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก (neologism) พูดตาม (echolalia) เล่นของเล่นซ้ำๆที่ไม่มีความหมาย ไม่มีจินตนาการ อาจนำของเล่นมาเรียงต่อเป็นแถวยาว อาจพบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เดินเขย่งปลายเท้า สะบัดมือ เล่นมือตนเอง หมุนตัว อาจมีพฤติกรรมซ้ำๆ ชอบดม หรือเคาะ

การวินิจฉัย
ดูแผนภูมิที่ 2

แนวทางการดูแลรักษา
แนวทางการดูแลที่สำคัญมีดังนี้
1. ให้ความรู้แก่พ่อแม่เกี่ยวกับโรคและให้การประคับประคองด้านจิตใจ
2. การกระตุ้นพัฒนาการและประสาทสัมผัสทั้ง 5
     - การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวกาย เพื่อให้รับรู้ถึงความใกล้ชิดระหว่างบุคคล การเล่น ปูไต่ การเล่นจั๊กจี้ด้วยมือ การใช้จมูกหรือคางซุกไซ้ตามตัวเด็ก การนวดตัว การอุ้ม การกอด เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และเด็กออทิสติก และควรกระตุ้นซ้ำๆทุกวัน
     - การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางตา เน้นการมองสบตากับบุคคล เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ - การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางหู ใช้เสียงดนตรีและเสียงบุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็กช่วย โดย กระซิบเรียกชื่อเด็กที่ข้างหู
     - การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางจมูกเพื่อให้เด็กได้รับรู้และเรียนรู้ถึงความแตกต่างของกลิ่น เช่น กลิ่นอาหาร ผลไม้ ดอกไม้ เป็นต้น
     - การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางลิ้น เพื่อให้เด็กได้รับรู้และเรียนรู้ความแตกต่างของรสอาหาร เช่น เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เป็นต้น
3. สอนให้เด็กรู้จักตนเองและบุคคลในครอบครัว
     ฝึกเด็กให้รับรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร คนไหนคือพ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นการสอนให้เด็กได้รับรู้และเข้าใจความแตกต่างของบุคคลในครอบครัวเพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านการสื่อความหมายและสังคม
4. การหันตามเสียงเรียก
     ฝึกให้เด็กรู้จักชื่อของตนเอง ตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อตนเอง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการงด้านการสื่อความหมายและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมากขึ้น
5. ฝึกการสื่อสารด้วยการใช้ท่าทางและฝึกพูด
     ฝึกให้เด็กสามารถสื่อสารด้วยภาษาท่าทางก่อนเพื่อบอกถึงความต้องการของตนเอง เช่น การชี้บอกสิ่งที่ต้องการ จากนั้นฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้สำหรับพูด เช่น เป่ากบ เป่าสำลี ดูดหลอด ฯลฯ และฝึกพูด(อ่านเพิ่มเติมในคู่มือฝึกพูดเด็กออทิสติกสำหรับผู้ปกครอง(1))
6. การจับมือเด็กให้ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง
     เนื่องจากเด็กออทิสติกส่วนมากไม่สามารถชี้บอกความต้องการได้ จึงใช้วิธีจับมือบุคคลที่อยู่ใกล้ไปทำสิ่งนั้นแทน ผู้ฝึกจำเป็นต้องจับมือเด็กให้ทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง
7. การฝึกกิจวัตรประจำวัน
     ฝึกให้เด็กรู้จักสิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องใช้ในการฝึกกิจกรรมนั้นก่อน จนสามารถหยิบจับหรือชี้สิ่งของได้ถูกต้องจึงฝึกขั้นต่อไป กิจวัตรที่ฝึก เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การฝึกแต่งกาย ฝึกการขับถ่าย การใช้ช้อนรับประทานอาหาร(อ่านเพิ่มเติมในคู่มือดูแลเด็กออทิสติกสำหรับผู้ปกครอง(4))
8. การเตรียมเด็กก่อนเข้าโรงเรียน
     เด็กออทิสติกที่จะเข้าเรียนในชั้นอนุบาลควรมีทักษะพื้นฐาน ก่อนเข้าโรงเรียน ดังนี้
     - สามารถสบตา เล่นร่วมกับผู้อื่น เลียนแบบท่าทางและทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้
     - เข้าใจคำสั่งและพูดสื่อสารได้บ้าง
9. การใช้ยา
     ใช้ยาตามอาการเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อาการอยู่ไม่นิ่ง ไม่มีสมาธิ อารมณ์หุนหันพลันแล่น พฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น

แนวทางการส่งต่อ
1. ไม่มั่นใจในการวินิจฉัย
2. ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น
3. ประเมินความจำเป็นในการใช้ยา

บรรณานุกรมและหนังสืออ่านเพิ่มเติม
1. เดือนฉาย แสงรัตนายนต์. คู่มือฝึกพูดเด็กออทิสติกสำหรับผู้ปกครอง. กรุงเทพ : โรงพยาบาล ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ, 2545.
2. เพ็ญแข ลิ่มศิลา. การวินิจฉัยโรคออทิซึม. สมุทรปราการ : ช.แสงงามการพิมพ์, 2540.
3. เพ็ญแข ลิ่มศิลา."ออทิซึม".รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ"ออทิซึม".ใน ธีรารัตน์ แทนขำ,บรรณาธิการ สมุทรปราการ : ช.แสงงามการพิมพ์, 2541; หน้า 1-26.
4. เพ็ญแข ลิ่มศิลา."ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับออทิซึม".คู่มือฝึกและดูแลเด็กออทิซึมสำหรับผู้ปกครอง. ใน เพ็ญแข ลิ่มศิลา และธีรรัตน์ แทนขำ, บรรณาธิการ กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์. จังหวัดสมุทรปราการ, 2545; หน้า 11-32.
5. ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์, โรงพยาบาล. แนวทางการดูแลรักษาโรคออทิซึมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ สมุทรปราการ : ช.แสงงามการพิมพ์, 2546.
6. อุมาพร ตรังคสมบัติ. ช่วยลูกออทิสติก : คู่มือสำหรับพ่อแม่ผู้ไม่ยอมแพ้. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สำรับ, 2545
7. American Psychiatric Association. Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorder, (DSM IV). 4th edition. Washington, DC: American Psychiatric Association, 1994; p63-65.
8. Filipek PA, Accardo PJ, Baranek GT, Cook EH, Dawson G, Gordon B, et al. "The screening and diagnosis of autistic spectrum disorders". J Am Acad Child Adolesc Psychiatry. 1999; 29(6) : 439-490.
9. Sloman L. "Use of medication in pervasive developmental disorders". Psychiatr Clin North Am. 1991; 14 (1) : 165-182.
10. Tanguay PE. "Pervasive Developmental Disorders: A 10-year review". J Am Acad Child Adolesc Psychiatry. 2000 Sep ; 39 (9) : 1079-1095.
11. ชาญวิทย์ พรนภดล, อำไพ ทองเงิน, อภิรัตน์ เกวลิน, เดือนฉาย แสงรัตนายนต์. การพัฒนาแบบคัดกรองโรคในกลุ่ม Pervasive developmental disorders. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. 2545 เมษายน-มิถุนายน; 47 (2) : 75-96.
12. Joseph Haddad Jr. Hearing loss. Nelson Textbook of Pediatrics. 17th edition. 2003; 2132.

*********************************

ภาคผนวก ก
แบบคัดกรองโรคออทิซึมในเด็กอายุ 1-4 ปี

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข




โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ สงวนสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2546


การใช้แบบคัดกรองโรคออทิซึมในเด็กอายุ 1-4 ปี
1. ผู้ปกครองที่เลี้ยงดูเด็กเป็นผู้ตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง โดยเลือกคำตอบที่ใกล้เคียงพฤติกรรม ของเด็กอายุ 1 ปีถึง 4 ปี 11 เดือนมากที่สุด
2. คำตอบมี 2 ตัวเลือกคือ ใช่/ทำบ่อย และ ไม่ใช่/ไม่ค่อยทำ เกือบทุกข้อเป็นคำตอบเชิงปริมาณคือ ทำบ่อยๆ/ไม่ค่อยทำ ยกเว้นข้อ 10 พูดช้า ตอบ ใช่/ไม่ใช่
3. การให้คะแนน
    ให้ 0 คะแนนสำหรับคำตอบว่า ใช่/ทำบ่อย
    ให้ 1 คะแนนสำหรับคำตอบว่า ไม่ใช่/ไม่ค่อยทำ
4. ข้อ 4, 8, 10 ให้คะแนนกลับกัน ดังนี้
    ให้ 1 คะแนนสำหรับคำตอบว่า ใช่/ทำบ่อย
    ให้ 0 คะแนนสำหรับคำตอบว่า ไม่ใช่/ไม่ค่อยทำ
5. คะแนนเต็ม 10 คะแนน

การแปลผล ถ้าได้คะแนนมากกว่า 5 คะแนนขึ้นไป ถือว่าเสี่ยงที่จะเป็นโรคออทิซึม (PDDs)

การนำไปใช้ประโยชน์
1. เพื่อคัดกรองเด็กเบื้องต้นเพื่อส่งต่อในการวินิจฉัยโรคและการช่วยเหลือต่อไป
2. เพื่อติดตามพัฒนาการทางสังคมและภาษาของเด็กในคลินิกส่งเสริมพัฒนาการ
3. เพื่อใช้หาความชุกของโรคออทิซึมในทางระบาดวิทยา

ข้อจำกัด
     การทดสอบเครื่องมือกระทำในกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำเป็นต้องได้รับการทดสอบกับประชาชนทั่วไปในชุมชนอีกครั้ง

ภาคผนวก ข(11)

แบบสำรวจพัฒนาการเด็ก (PDDSQ) ช่วงอายุ 1-4 ปี
     พัฒนาโดยโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ กรมสุขภาพจิตร่วมกับนายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สงวนสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2543 ช









วิธีการนำไปใช้แบบสำรวจพัฒนาการเด็ก PDDSQ (Pervasive Developmental Disorders Screening Questionnaire) ช่วงอายุ 1-4 ปี
1. แบบคัดกรองที่ผู้ตอบแบบสอบถามอ่านและตอบด้วยตนเอง โดยเลือกคำตอบที่ใกล้เคียง พฤติกรรมของเด็กมากที่สุด
2. คำตอบมี 2 ตัวเลือก คือ ใช่/ทำบ่อยๆ และ ไม่ใช่/ไม่ค่อยทำ
3. การให้คะแนน :
    ให้ 1 คะแนน สำหรับคำตอบว่า ใช่/ทำบ่อยๆ
    ให้ 0 คะแนน สำหรับคำตอบว่า ไม่ใช่/ไม่ค่อยทำ
4. PDDSQ 1-4 ปี ข้อ 1-5, 11-15, 21-25, 31-35
    ให้ 0 คะแนน สำหรับคำตอบว่า ใช่/ทำบ่อยๆ
    ให้ 1 คะแนน สำหรับคำตอบว่า ไม่ใช่/ไม่ค่อยทำ
5. คะแนนเต็ม คือ 40 คะแนน

การแปลผล PDDSQ 1- 4 ปี ถ้าได้ 13 คะแนนขึ้นไปถือว่าเสี่ยงที่จะเป็น PDDs

การนำไปใช้ประโยชน์
1. ใช้คัดกรองเบื้องต้นในเด็กที่สงสัยจะเป็น PDDs. เพื่อส่งต่อในการวินิจฉัย และการให้การ ช่วยเหลือต่อไป
2. ใช้ในการหาระบาดวิทยา

ข้อจำกัด
     1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยเป็นผู้ที่อยู่ในเขตเมืองหลวง และปริมณฑล ผลการวิจัยอาจประยุกต์ใช้ ได้เฉพาะกับประชากรเขตเมืองเท่านั้น
     2. ผู้ป่วยเกือบทุกรายในกลุ่ม PDDs ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิซึม ผลการวินิจฉัยอาจใช้ได้ดีเฉพาะการคัดกรองเด็กปกติออกจากเด็กที่ป่วยเป็นออทิซึม

     สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้วิจัยต้องการเน้นได้แก่ ความเข้าใจที่ว่าแบบคัดกรอง PDDSQ 1- 4 ปีเป็นเพียงแบบคัดกรองโรคออทิซึมและโรคอื่นๆ ในกลุ่ม PDDs เท่านั้นไม่ใช้เครื่องมือที่จะนำมาใช้วินิจฉัย

ภาคผนวก ค(7)

เกณฑ์การวินิจฉัย
เกณฑ์การวินิจฉัยตาม DSM IV มีดังนี้
A. เข้าเกณฑ์ต่อไปนี้ 6 ข้อ หรือมากกว่า จากหัวข้อ (1) (2) และ (3) อย่างน้อยต้องมี 2 ข้อจากหัวข้อ (1) และจากหัวข้อ (2) และ (3) อีกหัวข้อละ 1 ข้อ
      (1) มีคุณลักษณะในการเข้าสังคมที่ผิดปกติ แสดงออกอย่างน้อย 2 ข้อต่อไปนี้
            (a) บกพร่องอย่างชัดเจนในการใช้ท่าทางหลายอย่าง เช่น การสบตา การแสดงสีหน้า กิริยา หรือท่าทางประกอบการเข้าสังคม
            (b) ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนในระดับที่เหมาะสมกับอายุ
            (c) ไม่แสดงความอยากเข้าร่วมสนุก ร่วมทำสิ่งที่สนใจ หรือร่วมงานให้เกิดความสำเร็จกับ คนอื่น ๆ ( เช่น ไม่แสดงออก ไม่เสนอความเห็น หรือไม่ชี้ว่าตนสนใจอะไร)
            (d) ไม่มีอารมณ์หรือสัมพันธภาพตอบสนองกับสังคม
      (2) มีคุณลักษณะในการสื่อสารผิดปกติ แสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้
            (a) พัฒนาการในการพูดช้าหรือไม่มีเลย (ไม่มีการแสดงว่าอยากใช้การสื่อสารวิธีอื่นมา ทดแทน เช่น แสดงท่าทาง)
            (b) ในรายที่พูดได้ ก็ไม่สามารถเริ่มพูดหรือสนทนาต่อเนื่องกับคนอื่นได้
            (c) ใช้คำพูดซ้ำหรือใช้ภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ
            (d) ไม่มีการเล่นสมมติที่หลากหลาย คิดเองตามจินตนาการ หรือเล่นเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ตามสมควรกับพัฒนาการ
      (3) มีแบบแผนพฤติกรรม ความสนใจ หรือกิจกรรมที่จำกัด ใช้ซ้ำ ๆ และลักษณะเป็นเช่นเดิม แสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้
            (a) หมกมุ่นกับพฤติกรรมซ้ำ ๆ (stereotyped) ตั้งแต่ 1 อย่างขึ้นไป และมีความสนใจในสิ่งต่าง ๆ จำกัด ซึ่งเป็นภาวะที่ผิดปกติทั้งในแง่ของความรุนแรงหรือสิ่งที่สนใจ
            (b) ติดกับกิจวัตรหรือย้ำทำกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์โดยไม่ยืดหยุ่น
            (c) ทำกริยาซ้ำ ๆ (mannerism) (เช่น เล่น สะบัดมือ หมุน โยกตัว)
            (d) สนใจหมกมุ่นกับเพียงบาง
            (e) ส่วนของวัตถุ

B. มีความช้าหรือผิดปกติในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้ ก่อนอายุ 3 ปี (1) ปฏิสัมพันธ์กับสังคม (2) ภาษาที่ใช้สื่อสารกับสังคม หรือ (3) เล่นสมมติหรือเล่นตามจินตนาการ
C. ความผิดปกติไม่เข้าได้กับ Rett's Disorder หรือ Childhood Disintegrative Disorder


Copy Right 2005 © Child and Adolescent Psychiatric Society of Thailand
Designed by SYSTOP CO.,LTD.