ผู้จัดทำ
     กิจกรรม
     บทความทั่วไป
     ทำเนียบสมาชิก
     link ที่น่าสนใจ
     สมาคมจิตแพทย์
 
 

 
วิถีชีวิต : พิธีกรรูปหล่อ‘หมอโรคจิต’ ‘ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน  (2005-09-28)

ผู้เขียน : มาโนช หล่อตระกูล

          

เป็นที่น่ายินดีว่า นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ คอลัมน์วิถีชีวิต เมื่อ 25 กย. 2548 นี้ ได้ลงเรื่องราวของ อาจารย์ทวีศิลป์ แห่งรพ.สมเด็จเจ้าพระยา ของพวกเรา หนึ่งหน้าเต็มๆ นับนอกจากเป็นการนำเสนอชีวิตที่น่าสนใจของอาจารย์แล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของจิตแพทย์ที่ดีต่อสาธารณะชนด้วยครับ

ผมขอแสดงความชื่นชมด้วยใจจริง และขออนุญาต นสพ.เดลินิวส์ ออนไลน์ คัดลอกบทความมานำเสนอ ณ ที่นี้ เผื่อบางท่านยังไม่ได้อ่านครับ

---------------------------------------

“ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาเป็นจิตแพทย์ ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมาเรียนหมอ”

...เป็นคำสนทนาของคุณหมอแห่งกรมสุขภาพจิตที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี กับหลายกรณีที่เกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต นอกเหนือไปจากบทบาทพิธีกรรายการทีวีที่เกี่ยวกับสุขภาพ

แม้วันนี้จะวัยเข้า 40 แต่ก็ยังดูเป็น “หมอหนุ่ม” แถมสาวน้อยสาวใหญ่หลายคนยังออกปากว่าเป็น “หมอหล่อ” อยากจะเป็นคนไข้ ซึ่ง ณ วันนี้คุณหมอคนนี้มีตำแหน่งเป็นโฆษกกรมสุขภาพจิต...

“นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน”

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองให้ฟังว่า... เป็นคนโคราช เกิดที่จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน คุณพ่อ-คุณแม่ชื่อ เว้งกวง-เพ็ญนภา แซ่โต๋ว โดยคุณหมอเป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน
“ครอบครับผมก็มีอาชีพค้าขายธรรมดา ตอนเด็กชีวิตค่อนข้างลำบาก เพราะว่าพ่อผมเขาพิการขาขาดเพราะถูกเลื่อยตัดน้ำแข็งตัดจากอุบัติเหตุ ซึ่งนั่นเป็นจุดหักเหที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง ต่อมาคุณแม่ก็ป่วยด้วยโรคหัวใจ ครอบครัวก็ลำบากขึ้นเรื่อยๆ”

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว คุณหมอทวีศิลป์ในวัยเยาว์ก็เลยต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ตั้งแต่การพับถุงกระดาษขาย ทำขนมผิงขาย จนถึงขนเศษอาหารไปรับจ้างเลี้ยงข้าวหมู ซึ่งคุณหมอหนุ่มเล่าว่า แม้แต่บ้านที่อยู่ตอนนั้นก็มีเพียงฝาไม้สี่ด้าน ไม่มีเงินจะซื้อไม้มากั้นเป็นห้อง ก็อาศัยไปคุ้ยเอาพวกเศษไม้ ตะปูเก่า จากบ้านญาติๆ ที่ทำเฟอร์นิเจอร์ เอามาปะติดปะต่อให้เป็นห้อง

“ผมจำช่วงเวลานั้นได้ดี เพราะถือว่าช่วงนั้นครอบครัวเราวิกฤติหนักพอสมควร นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ผมทนความกดดันได้เกือบทุกเรื่อง อีกอย่างที่ผมรู้ก็คือ ความดิ้นรนสามารถทำให้คนเราทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกไปทางดีหรือทางร้าย”

กับชีวิตการเริ่มต้นในอาชีพแพทย์นั้น หมอทวีศิลป์บอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาเป็นจิตแพทย์ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเรียนแพทย์ด้วยซ้ำ เนื่องจากในตอนเด็กเป็นคนที่ชอบการวาดรูป และถนัดทางด้านขีดๆ เขียนๆ มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ที่สุดก็ได้เรียนหมอ และพอเรียนจบแพทย์ปี 6 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2532 เรียน 6 ปี ก็ต้องมีการใช้ทุนโดยต้องไปทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3 ปี โดยใช้วิธีจับลูกปิงปอง ซึ่งตอนนั้นเขาจับให้อยู่รอบที่ 5 และเหลือโรงพยาบาลให้จับไม่กี่แห่ง โดยแต่ละแห่งก็มีแต่โรงพยาบาลชายแดนทั้งสิ้น

“ตอนนั้นคุณพอไม่ค่อยสบาย โรงพยาบาลที่มีให้เลือกก็มีแค่โรงพยาบาลประสาทสงขลา กับที่จิตเวชนครราชสีมาเท่านั้น พอดีเพื่อนอยากไปที่สงขลาเราก็สละสิทธิ์ให้เขา เพราะเราเองก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลพ่อ ก็เลยได้อยู่ที่จิตเวชนครราชสีมา”

หมอหนุ่มเล่าย้อนถึงการทำงานในอดีตให้ฟังว่า วันหนึ่ง ๆ ต้องออกตรวจคนไข้เกือบร้อยคนต่อวัน และพอดีกับช่วงนั้นมีข่าวลือว่าเขื่อนลำมูลบนจะแตก ก็มีชาวบ้านแตกตื่นอพยพกันเป็นข่าวครึกโครม เขาก็เลยจำเป็นต้องไปดูแลจุดนั้น ซึ่งแรก ๆ ไม่คิดว่าจะต้องมาดูงานทางด้านจิตเวช เพราะเรียนเกี่ยวกับทางกายมา แต่พอทำไปทำมาสักพักก็รู้สึกสนุกและติดใจ เพราะมีอะไรที่เขาคิดว่าต้องเรียนรู้อีกมาก  

จากจุดนั้นเขาก็เลยตัดสินใจเรียนต่อทางด้านจิตเวชที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทางจิตเวชแห่งแรกของไทย พอเรียนจบครบ 3 ปีก็ได้เข้าทำงานที่นั่น และทำหน้าที่สอนนักศึกษาแพทย์ควบคู่กันไป จนกระทั่งปี 2537 ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อเพิ่มเติมทางด้านจิตเวชเต็มตัวที่เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ทางด้านประสาทจิตเวชศาสตร์

“ความรู้เกี่ยวกับจิตเวชสมัยนั้นยังไม่เจริญ จะเรียนเกี่ยวกับจิตใจอย่างเดียว ต่อมาพอเราไปเรียนเพิ่มก็รู้ว่ามีอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ กายก็ใช่ สมองก็ใช่ การใช้ยาก็ช่วยได้ มันสัมพันธ์กันหมดนะ ก็ถือว่าเป็นโชคดีของเราที่ได้รู้ทั้งกายและจิต เพราะเราเรียนทางกายมา 6 ปี มาต่อจิตอีก 3 ปีก็ครบ”  

แม้จะเรียนมาปึ้ก! แต่ภาพลักษณ์ของคนที่เป็นหมอรักษาอาการทางจิตก็ยังถูกสังคมมองติดลบอยู่ ซึ่งหมอทวีศิลป์เล่าว่า จำได้ว่าพอเพื่อนฝูงรู้ข่าวว่าเลือกเรียนต่อทางด้านนี้ ก็ถูกทักท้วงตลอด ซึ่งแม้ตัวเองจะมั่นใจ แต่ก็มีบ้างในบางครั้งที่เกิดความรู้สึก “น้อยเนื้อต่ำใจ” และขัด ๆ หูเมื่อถูกเรียกว่า “หมอโรคจิต”

“ผมจำได้ว่าตอนไปเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง ก็มาเจอเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขามาเรียนทางด้านกาย วันหนึ่งก็เผอิญมาเจอกันบนถนน แต่คนละฟาก เขาก็ตะโกนทักว่า เฮ้ย! เป็นไงวะหมอโรคจิต คนก็หันมามองเรา เราก็มีอายๆ เพราะตอนนั้นสังคมยังไม่เข้าใจงานด้านนี้เหมือนปัจจุบัน”

กับงานรักษาทางจิตที่สมัยก่อนมักจะถูกมองเป็นหมอชั้น 2 เมื่อถามว่านับตั้งแต่ทำงานมามีเคสไหนที่ประทับใจบ้าง ? หมอทวีศิลป์บอกว่าก็มีหลายเคส แต่มีเคสหนึ่งที่จำได้ดีคือรายที่ผู้ป่วยชายรายหนึ่งซึ่งเสพยาบ้าจนเกิดอาการหลอน ปีนขึ้นไปบนเสาวิทยุของ สน.บุปผาราม ซึ่งทางตำรวจติดต่อให้ช่วยดูแลรายนี้ ก็เฝ้าดูตั้งแต่บ่ายจนถึงตี 3 คนไข้รายนี้ก็ยังไม่ยอมลงมา พอ 7 โมงออกเวรก็เตรียมตัวกลับบ้าน แป๊บเดียวตำรวจก็โทรฯมาแล้วบอกว่าคนไข้รายนี้ปีนลงมาเองแล้ว ก็ไปรับตัวมาที่โรงพยาบาล และเรื่องก็มาเกิดซ้ำที่โรงพยาบาลอีก

“พอรับตัวมาเราก็ฉีดยาให้เขา จะได้หลับ ช่วงที่รอให้ยาออกฤทธิ์ เราก็ดูเขาสงบดีนะ กินข้าวได้ ทักทายได้ แต่พอกำลังจะพาเดินไปที่ตึกเขาก็เกิดอาการอีก วิ่งปรู๊ดขึ้นต้นไม้เลย สูงสักตึก 3 ชั้นเห็นจะได้ เราก็กลัวเขาจะตกลงมาเพราะข้างล่างเป็นพื้นคอนกรีต ก็คิดว่าจะทำยังไง ก็ไปหากล่องกระดาษมารองให้เต็ม เอาเบาะมารองให้ทั่ว ก็จำมาจากในหนังแอ็คชั่นที่ดูเบื้องหลังของพวกสตั้นต์แมน ก็ลองดู สักพักเขาก็เริ่มง่วง แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ขึ้นไปล็อกตัวได้ ตอนนั้นมีแต่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พวกตำรวจ นักข่าว กลับหมดแล้ว ก็เหลือแต่พวกเราที่ต้องมาระทึกขวัญกันเอง...

...ส่วนเคสอื่นๆ ก็มีแบบน่ารักๆ เพราะคนไข้ชอบแซว เพลงที่ได้ยินประจำคือ คุณหมอคะ...หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ คือเขาร้องแซวเรา เวลาผมไปตึกหญิงก็จะเจอคนไข้แซว บางคนก็จะตะโกนแซวว่าตรวจหนูก่อนนะคะๆ บางคนก็มานั่งรอกระเซ้าเราว่าเมื่อไหร่จะตรวจเขาซะที” ...คุณหมอทวีศิลป์เล่า

ถามคำถามสุดท้ายที่หลายคนคงอยากรู้ไม่แพ้ประเด็นอื่น ๆ ทางด้านสุขภาพจิต ประเด็นที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า...ทำไมหมอรักษาอาการทางจิตยุคนี้มักจะหล่อ-มักจะสวย ? ไม่ว่าจะเป็นตัวหมอทวีศิลป์เอง หรืออย่าง หมอเบิร์ท-พ.ญ.อภิสมัย ที่มีดีกรีนางงาม รวมไปถึงหมอหนุ่มอย่าง นพ.กัมปนาท ที่ชาวบ้านร้านตลาดคงคุ้น ๆ จากข่าวการรับตัวสาวเพี้ยน-มือแทงเด็กนักเรียนเข้าดูอาการโดยละเอียดว่าบ้าหรือไม่บ้ากันแน่ ?

กับคำถามนี้คุณหมอทวีศิลป์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะตอบว่า “ทำไมจิตแพทย์หล่อ-สวยกันเยอะ ?  เออ...ก็แปลกนะ แต่ผมว่าหน้าตาไม่เกี่ยวกับการรักษานะ กลับจะเป็นเรื่องต้องระวังมากด้วยซ้ำ !!”

หมอทวีศิลป์ขยายความว่า เพราะการเป็นจิตแพทย์ต้องใช้ภาพลักษณ์ในการทำให้คนที่มีความทุกข์ลุกขึ้นมายืนได้ จิตแพทย์จะเป็นเหมือนไม้ค้ำยันเพื่อให้เขายืนได้ จะต้องทำความรู้จักคุ้นเคยใกล้ชิดกับคนไข้  แต่ก็ต้องมีช่องว่างแคบๆ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีทางชู้สาว จะเกินเลยไม่ได้ ต้องเพียงแค่สัมพันธภาพในการรักษาเท่านั้น

“เรื่องหน้าตาดีถ้าจะมีส่วนก็คงใช่ แต่คงไม่เป็นประเด็นหลักในการรักษาแน่ๆ” ...หมอหนุ่มกล่าว

@@@@@

กับชีวิตครอบครัวในปัจจุบัน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สมรสแล้วกับ  พ.ญ.วิไลรัตน์ มีทายาทด้วยกัน 2 คน โดยคนโตชื่อ น้องธรรศ อายุ 8 ขวบ ส่วนคนเล็ก 2 ขวบชื่อ น้องธนวินทร์

ก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับสาว ๆ ที่อาจจะสนใจความหล่อของหมอหนุ่มรายนี้อยู่ เก่งแค่ไหน-หล่อยังไง...ก็มีแพทย์ใหญ่ประจำบ้านคอยควบคุมหัวจิตหัวใจไม่ให้เฉไฉเสียแล้ว !!!!  

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :รายงาน / จเร รัตนราตรี :ภาพ

หมอทวีศิลป์พูดถึงประเด็นที่ในอดีตสังคมมักมองภาพหมอทางด้านจิตเวชในทางลบว่า จากจุดนี้เลยทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะแก้ภาพหมอโรคจิตให้สังคมเข้าใจมากขึ้น จึงเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงสื่อสารมวลชน โดยเริ่มจากจัดรายการวิทยุถาม-ตอบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต จนได้ทำรายการทีวีทางช่องยูบีซีชื่อรายการ “ยู-ไลฟ์” และต่อมาก็มีรายการทางฟรีทีวี รายการ “เฮลท์ สเตชั่น” ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน  

“เราอยากแก้ภาพตรงนี้มาก เพราะขนาดตัวเราเป็นหมอจิตเองเรายังรู้สึกว่าเราเป็นหมอชั้น 2 เลย ดังนั้น สิ่งที่สังคมคิดย่อมหนักกว่า ถึงขนาดอาจารย์ยังสอนว่าถ้าหมอจิตไปงานเลี้ยงแล้วเกิดไปเจอคนไข้ของเรา ก็ห้ามไปทักเขา ซึ่งเขาจะเสียหน้า เราก็คิดว่าทำไมต้องปิดบัง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่ต่างประเทศก็เป็นนะครับ แต่เขาก็เปิดกว้างมากกว่าเรานิดหนึ่ง”

...หมอทวีศิลป์กล่าว พร้อมทั้งปิดท้ายว่า...

“และเหตุที่ผมเลือกที่จะถ่ายทอดผ่านทางสื่อนั้น เพราะผมเห็นว่าพลังจากสื่อนั้นมีอิทธิพลมากและเข้าถึงชาวบ้านได้ดี และกับสื่ออินเทอร์เน็ตผมเองก็ให้ความสำคัญนะ เพราะทำให้คนมีโอกาสได้เข้าใจเรื่องของสุขภาพจิตมากขึ้น ผมเองก็ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บ Thaimental.com (เว็บไซต์ด้านสุขภาพจิตที่ติดอันดับต้น ๆ ที่คนสนใจ) เหมือนกัน”

 

  © 2005 Copyright The Royal College of Psychiatrists of Thailand. All Rights Reserved.