ผู้จัดทำ
     กิจกรรม
     บทความทั่วไป
     ทำเนียบสมาชิก
     link ที่น่าสนใจ
     สมาคมจิตแพทย์
 
 

 
นายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล 'เราต้องอดทนต่อความเครียดให้ดี'  (2005-09-30)

ผู้เขียน : มาโนช หล่อตระกูล

          

คดี จิตรลดา ทำให้สื่อมวลชนเริ่มรู้จักคุณหมอกัมปนาทมากขึ้น ความจริงคุณหมอกัมปนาทของเรา หรือ พี่แดน ของน้องๆ resident ทำงานในการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนมานานแล้ว ดังตัวอย่างในคอลัมน์ sexual health ใหักับนิตยสาร Health Today ที่คุณหมอได้นำมาลงในโฮมเพจของเรา

ผมรู้จักคุณหมอกัมปนาทมานานแล้ว เขาเป็นคุณหมอรูปหล่อขวัญใจชาวจิตแพทย์ที่หนุ่มตลอดกาล เจอกันเมื่อไรๆ เขาก็ยังเหมือนเดิม ส่วนผมเนี่ยก็แก่ขึ้นๆ ทุกที เฮ้อ ... คำพระท่านว่า ธรรมชาติของสรรพสิ่ง ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นสัจจธรรมนะ ผมเองตอนนี้ก็ตั้งอยู่แต่ง่อนแง่นแล้วล่ะ

ต่อไปนี้เป็น บทสัมภาษณ์ของคุณหมอกัมปนาทใน กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย เสาร์สวัสดี ฉบับที่ 331 วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2548 ที่จะทำให้เราเข้าใจจิตแพทย์หนุ่ม รูปและใจงามคนนี้มากขึ้น

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับ online ได้โดยคลิกที่ จุดประกาย เสาร์สวัสดี ครับ

-----------------------------------

นายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล 'เราต้องอดทนต่อความเครียดให้ดี'

นิภาพร ทับหุ่น

บางคนเป็นโรคจิตนะ แต่วางแผนได้เป็นเรื่องเป็นราวเลย ซึ่งการวางแผนนั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอาการทางจิต ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาการหลงผิด แต่เป็นการวางแผนจากความโกรธทั่วๆ ไป แบบนั้นเขาก็ต้องรับโทษ ส่วนจะได้รับโทษมาก โทษน้อย จะได้รับลดหย่อนโทษหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของศาลไม่ใช่หมอ

เป็นข่าวใหญ่โต เมื่อเด็กนักเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดบุกแทงขณะยืนอยู่บนอาคารเรียน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวน 4 ราย

มือมีดหายตัวลึกลับ? เหลือเพียงคำบอกเล่าจากปากเปล่าของวินมอเตอร์ไซค์ว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงวัยกลางคน ท่าทางลุกลี้ลุกลน โดยสารรถมอเตอร์ไซค์ไปลงแถวสะพานเหลือง จากนั้นก็หายไป

ทุกหน่วยงานระดมหาข้อมูลเต็มกำลัง เพื่อตามจับตัวผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดี สุดท้ายก็ได้พลเมืองดีแจ้งเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าชาร์ตตัวผู้กระทำผิดได้ ในสภาพที่เธอไม่ยี่หระต่อการถูกจับกุม

'โรคจิต' หลายคนลงความเห็นว่า จิตรลดา ตันติวาณิชยสุข - ผู้ต้องหา มีอาการแบบนั้น แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถยืนยันหรือสรุปความเองได้ จึงส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวินิจฉัย เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงในการดำเนินคดีต่อไป

นายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล นายแพทย์ 7 จิตแพทย์ และหัวหน้าส่วนจิตเวช สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ คือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้คดีความนี้สรุปลง และเขาก็ถูกส่งมาเพื่อคลี่คลายคดีนี้โดยเฉพาะ

หากจิตรลดาปกติ นั่นหมายความว่า โทษทางอาญาหลายกระทงเปิดทางรอเธออยู่ แต่ถ้าไม่ - กฎหมายก็ยังคงต้องเอาผิดกับเธออยู่ แม้โทษนั้นจะไม่หนักหนาเท่าสามัญชนคน(จิต)ปกติทั่วไปก็ตาม ซึ่งหลังจากพูดคุยและทำการทดสอบด้วยแบบทดสอบด้านจิตเวชเบื้องต้น ก็พบว่า เธอคือผู้ป่วย เป็นโรคจิตเภท ชนิดหวาดระแวง ต้องเข้ารับการรักษาอาการป่วย ก่อนออกมารับโทษจากการตัดสินคดี

จากคดีดังกล่าวทำให้หลายคนเริ่มสนใจใคร่รู้จักหมอกัมปนาทมากขึ้น รวมถึงงานทางด้านจิตเวชคดีที่น้อยคนนักจะรู้จัก และเข้าใจ ซึ่งนอกจากงานที่ต้องรับผิดชอบตามกระบวนการในระบบราชการแล้ว คุณหมอยังปลีกเวลาส่วนตัวไปกระจายความรู้เรื่องจิตเวช รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแก่สาธารณชน เป็นโฆษกให้กรมสุขภาพจิต และเป็นคอลัมนิสต์ sexual health ใหักับนิตยสาร Health Today ซึ่งอย่างหลังนี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวกัน แต่คุณหมอยืนยันว่า เซ็กซ์กับสุขภาพจิต เกี่ยวโยงกันอย่างแรง

เชี่ยวชาญหลายแง่มุมแบบนี้ มีหรือเสาร์สวัสดีจะไม่อยากรู้จัก

คุณหมอเริ่มสนใจงานด้านจิตเวชตั้งแต่เมื่อไร

แรกๆ ก็ไม่ค่อยสนใจ เฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเป็นนักศึกษาแพทย์ประมาณปี 4 ปี 5 ช่วงนั้นได้มีโอกาสไปดูผู้ป่วยในหอผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งเวลานั่งคุยกับเขาเราจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนน่าสงสาร น่าเห็นใจ เราก็เริ่มที่จะสนใจขึ้นมาบ้าง ประกอบกับมีพี่ๆ ที่เราสนิทกัน เขามาเรียนจิตเวชก่อน ก็เลยอยากจะมาเรียนบ้าง

ตอนที่เข้ามาแรกๆ ไม่ได้รู้สึกชอบมากนะ แต่ก็คิดว่าอาจจะเป็นบุคลิกภาพของตัวเองมั้ง ดูตัวเองอาจจะไม่ชอบงานที่บู๊ๆ เช่น ผ่าตัด หรืออะไรแบบนั้น แต่ว่าสนใจเรื่องทางด้านจิตใจค่อนข้างเยอะ ก็เลยมาลงด้านนี้ แล้วพอมาเรียนจริงๆ ก็เจอครูบาอาจารย์ทางด้านจิตเวชที่น่ารักมากๆ แล้วก็ใจดี เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเราที่เป็นลูกศิษย์ เวลาที่เรียนอยู่อาจารย์ก็จะสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เยอะมาก และอาจารย์ก็จะนำเสนอชีวิตตัวเองที่เป็นแบบอย่างที่ดี เวลาพวกเราเห็นแล้วก็อยากโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบที่อาจารย์เป็นบ้าง

ที่เลือกแพทย์เพราะอยากเป็นหมออยู่แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นแพทย์สายไหน?

ใช่ อยากเป็นหมอมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณแม่เป็นพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาล ก็เล่นอยู่ในโรงพยาบาลมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้ก็จะมีความรู้สึกว่า ชอบอะไรที่เป็นเรื่องทางการแพทย์ เรื่องของหมอ รู้สึกว่าเวลาเราไม่สบาย ไปหาหมอ ก็รู้สึกประทับใจนะ คุณหมอที่ดูแลเราเขาดูสมาร์ท ดูน่ารัก ก็สนใจมาเรื่อยๆ และก็ติดตามข่าวสารทางการแพทย์ คือรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับทางการแพทย์ก็จะดู ดึกๆ ดื่นๆ ก็ดูนะ ในขณะที่คนที่บ้านหลับหมดแล้ว เราก็จะดูแบบสนใจมากๆ

เนื่องจากตอนเล็กๆ เป็นคนเรียนเก่ง (หัวเราะ) ผลการเรียนดี ผู้ใหญ่ก็คาดหวัง คือมันก็คงเป็นไปตามสเต็ปเนาะ ถ้าเรียนเก่งเกรดดีๆ ก็คงต้องสอบหมอ เราก็ไปตามนั้นแหล่ะ แต่ไม่รู้ชอบจริงๆ หรือเปล่านะ ก็คือมีความสนใจอยู่ พอมาเรียนก็โอเค ดีนะ แต่ไม่ได้ชอบมาก จริงๆ ชอบอย่างอื่นด้วย คืออยากจะเรียนสายศิลป์บ้าง

อยากเรียนอะไรคะ

อยากเรียนพวกนิเทศศาสตร์ อักษรศาสตร์ เพราะจริงๆ ชอบภาษา เป็นคนชอบภาษานะ พอเรียนหมอไปสักระยะหนึ่งก็เริ่มรู้ว่าตัวเองสนใจภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส อยากกลับไปเรียน อยากกลับไปเรียนภาษาไทยด้วย ตอนเราเรียนสมัยมัธยมเรามีความรู้ระดับหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะว่า อาจารย์สมัยมัธยมเขาสอนภาษาไทยเก่งมาก เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง แล้วก็ปลูกฝังให้เรารักภาษาไทย แล้วพอเรามาเรียนทางด้านสายวิทย์ ไม่ใช่สายศิลป์ มันก็ห่างไป แต่ตัวเองยังสนใจอยู่ แล้วรู้สึกว่า ถ้ามีโอกาสก็คิดว่าสักวันจะกลับไปเรียนภาษาไทยใหม่ ไปเรียนพวกอักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ อะไรแบบนี้

แสดงว่าอาจารย์ผู้สอนเป็นต้นแบบที่สำคัญมากในสายตาคุณหมอ?

ใช่ คือครูบาอาจารย์เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆ นะ ยิ่งเจออาจารย์เก่งๆ ด้วยแล้ว ยิ่งดี คืออาจารย์ที่สอนหมอไม่ได้เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่อายุมากเลย เป็นอาจารย์วัยรุ่น เขาสอนแล้วสนุก แล้วก็จำ ทุกวันนี้เราก็ยังจำแม่นเลย เข้าใจภาษาไทยค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แล้วเราก็รู้สึกว่าเรารักภาษาด้วย อยากเรียน

จริงๆ ในช่วงเรียนก็ไม่ได้เรียนตลอดเวลา หรือเป็นเด็กบ้าเรียน ไม่ได้เรียนเก่ง ก็ทำกิจกรรมบ้าง โดยเฉพาะกิจกรรมสันทนาการ เราจะมีสโมสรของนักศึกษาแพทย์ ทำเป็นสันทนาการของชั้นปี มีการแสดง ก็แสดงมาตลอดประมาณ 6 ปี 7 ปี ที่อยู่ที่นั่น คือเป็นชั้นปีที่มีการแสดงเยอะที่สุด คือชอบ ชอบคิด ชอบเขียน แล้วเราก็อยากให้มีการแสดงแบบนี้เกิดขึ้น แต่ว่าสุดท้ายไอ้สิ่งที่เราคิดไว้ไม่สามารถหาตัวแสดงได้ พวกเราก็เลยต้องแสดงกันเอง ก็ภาคภูมิใจเนอะ เป็นอะไรที่ภาคภูมิใจ

สังเกตว่าคนที่มาเรียนทางด้านจิตเวชส่วนใหญ่หน้าตาดีทั้งนั้นเลย ตรงนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับความน่าเชื่อถือของคนไข้หรือเปล่าคะ

(หัวเราะ) ไม่เกี่ยวนะ หน้าตาดีเหรอ มันเป็นส่วนน้อยมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ก็หน้าตาธรรมดาๆ แต่ว่า โดยบุคลิกภาพส่วนใหญ่ จะเป็นคนอารมณ์เย็น ใจดี ไม่ค่อยกระโชกโฮกฮาก ไม่ค่อยฉุนเฉียว คือบางคนก็อาจจะมาไม่แตกต่างกัน แต่ว่าหลังจากที่มีการเทรนด์ การฝึก การเรียนการสอนอะไรต่างๆ มันทำให้บุคลิกภาพหลายๆ ส่วนเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เพราะอาจารย์ก็อยากจะปรับปรุงบุคลิกภาพของเราให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการที่จะดูแลผู้ป่วย ดูแลคนไข้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ก็จะออกมาในลักษณะคนใจดีมากกว่า

แพทย์สาขาอื่นๆ เขาอาจจะมีมีดหมอเป็นเครื่องมือ แล้วจิตแพทย์ล่ะคะใช้อะไร

เครื่องมือในการรักษาจริงๆ แล้ว เราไม่ได้ใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย ก็จะมีการสัมภาษณ์เป็นหลัก การสัมภาษณ์ก็จะต้องใช้เทคนิคในการสัมภาษณ์ ซึ่งไม่เหมือนกับการคุยทั่วๆ ไป คนทั่วๆ ไปก็อาจจะมองว่านี่เป็นการนั่งคุยธรรมดา แต่จริงๆ ไม่ใช่นะ

นอกจากการสัมภาษณ์ การตรวจสภาพจิตแล้ว ในการบำบัดรักษาเราก็มีการใช้ยาด้วย มียามากมายเป็นยาทางจิตเวช เพราะเราเชื่อว่าในปัจจุบันความผิดปกติทางด้านจิตใจมีส่วนมาจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องมีการใช้ยาด้วย

และตัวที่สำคัญที่ทำให้จิตแพทย์แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่นก็คือ การทำจิตบำบัด ซึ่งไม่ใช่แค่การพูดคุยอย่างเดียว แต่จะเป็นการทำที่มีระบบ มีขั้นตอน พูดคุยให้คำปรึกษา แล้วก็มีการวิเคราะห์อะไรต่างๆ มากมาย ซึ่งจะละเอียดมาก แล้วต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานพอสมควร ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวหรือสองครั้ง บางคนอาจจะต้องทำเป็นรายสัปดาห์ รายสองสัปดาห์ หรือว่าอาจจะต้องทำเป็นปีๆ อันนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญของเรา

ผู้ป่วยทางด้านจิตเวชจริงๆ แล้วแบ่งแยกได้เป็นกี่ประเภทคะ

ถ้าเราใช้จริงๆ ก็จะเป็นลักษณะของโรคทางจิตเวช คนก็จะเรียกรวมๆ ว่า โรคจิต แต่จริงๆ เป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งจะแบ่งออกไปย่อยๆ มากมาย ทั้งโรคจิต โรคประสาท โรคอารมณ์แปรปรวน โรควิตกกังวล จริงๆ โรคประสาทเป็นเทอมเก่านะ แต่ปัจจุบันก็จะแบ่งเป็นกลุ่มของโรคจิต ซึ่งมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน พฤติกรรมแปลกๆ อีกกลุ่มก็จะเป็นกลุ่มทางด้านอารมณ์ ก็จะเด่นไปทางด้านอารมณ์ซะส่วนใหญ่ แปรปรวน หงุดหงิด เศร้า สนุกสนาน ร่าเริง เกินคนปกติ แล้วก็อีกกลุ่มจะเป็นกลุ่มวิตกกังวล นอกจากนี้ก็ยังมีอื่นๆ อีกมากมาย เช่น พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ปัญญาอ่อน แล้วก็โรคทางจิตเวชเด็กทั้งหลาย ซึ่งมีเยอะแยะเลย จริงๆ เป็นร้อยๆ โรคนะ

เบี่ยงเบนทางเพศนี่ถือเป็นอาการของผู้ป่วยโรคจิตเวชด้วยหรือคะ

เบี่ยงเบนทางเพศไม่ได้หมายถึงกลุ่มที่เป็นรักร่วมเพศนะ เบี่ยงเบนทางเพศ เช่น ชอบถูไถ ชอบโชว์ ชอบขโมยกางเกงใน ชอบแอบดู ชอบมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ กับเด็ก ชอบโทรศัพท์มาด่า พูดคำหยาบ พวกนี้เป็นกลุ่มพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศชนิดหนึ่งก็ถือเป็นโรคทางจิตเวชด้วย

แล้วพวกรักร่วมเพศล่ะคะ?

จริงๆ กลุ่มรักร่วมเพศก็มีเขียนไว้ในตำราจิตเวช แต่ว่าในปัจจุบันนี้เขาก็มีการตกลงกันแล้วว่า อันนี้ไม่ใช่เป็นการเจ็บป่วยทางจิต เป็นเพียงรสนิยมแค่นั้นเอง อีกกลุ่มหนึ่งที่จัดเข้ากลุ่มทางจิตเวชคือ ปัญหาบุคลิกภาพ ก็คือบุคลิกภาพผิดปกติ พวกที่เราเห็นทางหน้าจอทีวีทั้งหลาย นางอิจฉา นางร้าย พวกก้าวร้าว พวกที่เป็นกลุ่มอาชญากร ฆ่า จี้ ชิงทรัพย์ ก็เป็นปัญหาทางบุคลิกภาพ ก็ถือว่าเป็นความผิดปกติทางจิตเวชชนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ป่วยเป็นโรคจิตนะ

ทำไมกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่าเป็นพวกที่มีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพ

เป็นศัพท์ที่แปลมาจากภาษาอังกฤษคือ personality disorder คำว่า บุคลิกภาพ ไม่ได้หมายความว่ายืนหลังตรง รูปร่างสวยงาม ไม่ใช่นะ แต่บุคลิกภาพหมายความถึง แนวคิดในการแก้ปัญหา ด้วย คนที่มีบุคลิกภาพแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป บางคนเวลาเจอปัญหาจะแก้ปัญหาด้วยการทำร้ายตัวเอง บางคนทำร้ายผู้อื่น หรือบางคนใช้เหตุผลแก้ปัญหา ซึ่งบุคลิกภาพเหล่านี้มันจะมองถึงอีคิวของแต่ละคนด้วย

อะไรที่เป็นปัจจัยทำให้คนๆ หนึ่งจะมีอาการป่วยทางจิต ไม่นับพวกที่เป็นมาแต่กำเนิด

โรคจิตส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิดอยู่แล้ว มักจะมาเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ อายุมากก็ไม่ค่อยเกิน 45 ปี ถ้าเกิดหลังจากนั้นไปก็ต้องดูว่า อาการของโรคจิตมีสาเหตุจากปัญหาทางกายหรือเปล่า เช่น มีสมองผิดปกติ มีเนื้องอกในสมอง อะไรพวกนี้ตามมา แต่สาเหตุหลักๆ ก็คงจะมาจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทส่วนใหญ่ ส่วนปัจจัยความเครียด การเลี้ยงดู การแก้ปัญหาที่ผิดวิธี พวกนี้เป็นตัวกระตุ้นเท่านั้นเอง ไม่ใช่สาเหตุหลัก

และแม้ความเครียดจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช แต่ว่าความเครียดเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ บางคนเครียดไม่มากก็ป่วยออกมา เพราะว่ามีแนวโน้มจะป่วยอยู่แล้ว อย่างบางคนเครียดเยอะๆ โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหลายๆ โรค เช่น โรคซึมเศร้า บางคนก็ป่วยเป็นโรคจิต เป็นบ้าไปเลย หรือว่าบางคนเครียดก็ไปใช้สารเสพติดไปใช้เหล้า บุหรี่ ยาบ้า ดมกาว ก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เพราะคิดว่าช่องทางเหล่านี้จะทำให้ตัวเองมีความสุขเร็วที่สุด และก็ลืมนึกไป

หมอขอย้ำว่าเรื่องสุราสำคัญ คือปราบแต่ยาบ้า แต่ว่าสุรา โห..คนในกรุงเทพฯ บริโภคเยอะสุดๆ แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพฯ หรอก หมอเห็นคนทั่วๆ ไปที่เขามาใช้แรงงาน คือกินเหล้ากินเบียร์ถึงขั้นแทนน้ำเลย สถิติคนไข้ในโรงพยาบาล พวกดื่มสุรา แล้วมีอาการทางจิตนี่เยอะมาก ไม่ใช่น้อยๆ

คือสุรามันทำให้เกิดความแปรปรวนของเซลล์ประสาทในสมองอยู่แล้ว ไปกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิตได้เลย เพราะฉะนั้นคนหลายๆ คนไม่รู้ตรงนี้ คิดว่า แค่กินแล้วก็เมา เมาแล้วอาจจะไปมีอุบัติเหตุ ไม่ใช่แค่นั้น มันเยอะกว่านั้น มันทำลายสมอง ประเทศไทยติดอันดับแล้ว ท็อประดับโลกในการบริโภคสุรา

ในต่างประเทศคนที่ป่วยหรือไม่ป่วยก็ตามเขามักจะเดินเข้าหาจิตแพทย์ ในขณะที่คนไทยไม่ค่อยมี คุณหมอคิดว่าตรงนี้เป็นเพราะสาเหตุอะไร

มันเป็นเรื่องของทัศนคติ ทัศนคติของคนมันถูกกำหนดด้วยหลายๆ อย่าง เช่น ค่านิยมของสังคม และก็ความรู้ด้วย ถ้าเรามีความรู้ทางด้านโรคพวกนี้น้อย เราก็จะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อโรคนี้ แต่ถ้าเกิดเรามีความรู้มากขึ้น ทัศนคติเราก็เปลี่ยนไป เพราะเราเข้าใจแล้วว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไรบ้าง มันเป็นความเจ็บป่วยชนิดหนึ่งนะ ซึ่งเราต้องบำบัดรักษา แล้วก็จะมีทัศนคติที่ดีขึ้น แล้วก็ยอมบำบัดรักษา

แต่ว่าคนไทยยังไม่รู้อีกเยอะ แล้วเรื่องการศึกษาของคนไทยก็ยังน้อย เพราะฉะนั้นความรู้เรื่องโรคอะไรต่างๆ ก็ยังน้อยมาก ทำให้มุมมองต่างๆ ไม่ค่อยดี แล้วก็ยังไม่ค่อยใช้บริการ

เป็นเพราะคนไทยไม่รู้แหล่งหรือเปล่า คือถ้าจะปรึกษาจะต้องมาที่โรงพยาบาลอย่างเดียวมั้ย เพราะไม่ค่อยเห็นคลินิกจิตแพทย์เท่าไร

คือทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือบุคลากรทางด้านสุขภาพจิต สามารถให้คำปรึกษาได้ทั้งหมด ในต่างประเทศเขาก็จะมีคลินิกจิตแพทย์ ที่เมืองไทยก็มีแต่ไม่เยอะเท่า ต่างประเทศเขาจะมีเยอะ แล้วเวลาไปหาบางทีก็ไปปรึกษาเรื่องชีวิตครอบครัว ปัญหาเรื่องคนรัก เรื่องแฟน เรื่องพ่อเรื่องแม่ เรื่องพี่น้อง เรื่องเพื่อน เรื่องเศรษฐกิจ บางคนเป็นนักกีฬาดังๆ มีชื่อเสียง ก็ต้องมีจิตแพทย์ประจำตัว เพราะว่าถ้าเขาอารมณ์ไม่ดี ควบคุมสติไม่ได้ มันก็จะมีผลเสียต่อกีฬาซึ่งเป็นอาชีพของเขา

บ้านเรายังให้ความสนใจทางด้านนี้ค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยใส่ใจ แต่ว่าจริงๆ แล้วจะมี sports medicine แล้วก็น่าจะมี sports psychiatrist เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจะดีมาก แต่คนยังไม่ค่อยใช้บริการ

จิตแพทย์มีน้อยมากด้วยหรือเปล่าคะ ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อผู้ป่วยนี่คือเท่าไร

น้อยมาก ไอทีวีเขานำเสนอนะ จิตแพทย์ 1 คน ต่อประชากรประเทศไทยประมาณ 3 แสน ถึง 4 แสนคน คิดว่าถ้าอำเภอหนึ่ง 3 แสน ถึง 4 แสนคน แล้วหมอมีคนเดียว จะดูแลไหวหรือเปล่า

เคสที่น่าสนใจ หรือว่าซับซ้อนมากๆ ที่คุณหมอเคยเจอมีอะไรบ้าง

จริงๆ ก็เคยเจอมาบ้าง แต่จำไม่ค่อยได้ (หัวเราะ) มันเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แปลกประหลาดมาก ก็จะมีอาการหูแว่ว มีเสียงคนมาพูดในหู มีอาการหลงผิดว่าคนคิดไม่ดีด้วย เคยมีอยู่รายหนึ่งเป็นคนไข้คดี ตอนนี้คดีเขาจบไปแล้ว ถ้าใครเคยตามข่าวเมื่อประมาณปี 43-44 ที่สามีฆ่าภรรยา แล้วสามีเป็นกวนอู ภรรยาเป็นกวนอิม สู้กัน ทำร้ายกันขนาดเอาสิ่ว เอาขวาน เอาสว่านตอกเข้าไปจนเสียชีวิตต่อหน้าลูกๆ ซึ่งเป็นคดีที่โหดร้ายมากๆ สำหรับเรา แต่ว่าเจ้าตัวเองก็มีความเจ็บป่วยทางจิตเยอะ ตอนนี้ก็คือได้รับการยกเว้นโทษจากศาลไปแล้ว ซึ่งเขาก็กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ก็นานนะ ประมาณ 4 ปี 5 ปี กว่าคดีจะเรียบร้อย เราก็ทำการบำบัดรักษาเขาอยู่นาน

คุณหมอเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีดังๆ หลายๆ คดีได้อย่างไรคะ

คดีพวกนี้มีเรื่อยๆ อยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นเหตุบังเอิญมั้งที่ตัวเองได้รับมอบหมายจากทางผู้บังคับบัญชา ทางท่านผู้ใหญ่ให้ไปตรวจเคสเหล่านี้ จริงๆ เคสอื่นๆ ที่ดังๆ ก็มีคุณหมอท่านอื่นดูเหมือนกัน ก็แบ่งๆ กันไป ซึ่งพอไปทำแล้วก็น่าสนใจ มีอะไรแปลกๆ ให้เราศึกษาเยอะ เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะมองว่าเป็นความเหน็ดเหนื่อย เราก็มองว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิต แล้วเราก็อยากจะเข้าไปมีส่วนร่วม จะได้เอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการศึกษาพัฒนาวิชาการของเรา

ทำงานกับคดีมาเยอะ แต่ละคดีมีความยากง่ายในการวินิจฉัยต่างกันอย่างไรคะ

แตกต่างกันมากมายเลย บางรายก็ง่ายมาก วินิจฉัยนิดหน่อย ดูทั่วๆ ไปก็พอตัดสินได้ บางรายก็ยากมาก อย่างเคสวันนี้ที่หมอไปดูมา ยากมาก ก็คือผู้ต้องหานอนๆ อยู่ ตื่นขึ้นมาก็เอามีดไปแทงคนอื่นจนเสียชีวิต โดยที่ไม่มีประวัติ ไม่สาเหตุอะไรโกรธเคืองกันเลย เราก็ต้องไปดูว่าละเมอหรือเปล่า ละเมอจริง ละเมอปลอม บางทีเราก็ต้องไปหาข้อมูลแบบตำรวจเลย ไปสืบจากผู้เสียหาย ซึ่งบอกตรงๆ ว่ามันยากมากๆ แล้วบางทีเราก็ต้องขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นเข้ามาด้วย เช่น แพทย์ทางระบบประสาท ยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับการนอนก็ต้องเป็นหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านความผิดปกติของการนอนหลับ อันนี้ยาก

ซึ่งการวินิจฉัยจะไม่วินิจฉัยคนเดียว เพราะว่าการทำงานในระบบยุติธรรมต้องมีหมอ 2 คนขึ้นไป ในการเข้าในที่ประชุม ถ้าเราตัดสินคนเดียว โอกาสที่จะพลาดก็มี ข้อตัดสินผิด หรือว่าเราเอนเอียงมากจนเกินไป อาจจะเป็นคนรู้จักกับเรา ใครจะไปรู้ บางทีก็มีคนไปหาคนโน้นคนนี้มาวิ่งเต้น แต่ทีนี้เราก็ไม่เคยยอมเขา เพราะว่าเราถือว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง

อย่างนี้คุณหมอก็ต้องทำงานภายใต้ความกดดันอยู่พอสมควร?

ก็มีบ้างนะ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครมาวุ่นวาย เราทำงานได้ค่อนข้างอิสระพอสมควร ไม่มีใครมามีอิทธิพล หรือสั่งให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพราะพวกเราเป็นจิตแพทย์ทั้งหมด และก็เป็นทีมที่ยึดมั่นในหลักการของวิชาการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นใครจะมามีอิทธิพล หรือใช้อิทธิพลบังคับเรา เราไม่ยอมอยู่แล้วล่ะ แต่ก็ไม่เคยเจอนะ หมอไม่เคยเจอว่าใครจะมาบังคับขู่เข็ญว่า จะต้องวินิจฉัยให้ป่วยนะจะต้องไม่ได้รับโทษ ไม่เคยเจอ

แต่บางทีญาติๆ อาจจะไม่พอใจกับการตัดสิน เช่น ญาติของผู้เสียหาย เขารู้สึกว่าความเห็นของหมอบอกว่า คนนี้ป่วยในขณะกระทำไม่รู้ผิดชอบ แต่ญาติบอกว่าต้องรู้ผิดชอบแน่ๆ เลย ทีนี้ความเห็นของเราตรงนั้นมันไม่ใช่ความเห็นพื้นๆ ไง มันมีคณะกรรมการ มีพยานหลักฐาน อะไรต่างๆ ที่ต้องสืบ ต้องเข้าที่ประชุมกัน

เคสหนึ่งใช้เวลาในการวินิจฉัยนานแค่ไหน

เราไม่สามารถตัดสินแบบตรวจแค่ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ครั้ง 2 ครั้ง แล้วก็วินิจฉัยได้เลย เพราะว่าเรื่องของจิตใจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางรายต้องสังเกตพฤติกรรมนาน 2 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ แต่เคสไหนที่เราไม่มั่นใจเราต้องดูในโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป เพราะเราก็ต้องระวังพวกที่แกล้งทำด้วย

แกล้งทำคือแกล้งบ้า เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด?

ใช่ หรืออาจจะแกล้งว่าตัวเองเจ็บป่วย หรืออ้างว่าตัวเองเคยมีความเจ็บป่วย แล้วมาให้เราตรวจว่า เขาน่าจะป่วยนะ ไม่ต้องรับโทษอะไรแบบนี้ แต่เคสแบบนี้เจอน้อยมาก ในอดีตก็เคยมี แต่ประวัติเขาก็โชกโชนไง มีคดีอาชญากรรมตั้งมากมาย แล้วพอมาอยู่ในโรงพยาบาลก็แจ้งว่ามีอาการทางจิตเยอะ ก็ปรากฏว่าผลการตรวจออกมา ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์โดยจิตแพทย์ หรือว่าตรวจสภาพจิต การสังเกตพฤติกรรม การทำแบบทดสอบออกมาไม่เจอว่าป่วยเลย ก็แจ้งกลับไปว่าไม่ป่วย เขาก็ต้องถูกจับไปดำเนินคดี ไปรับโทษตามปกติ

บางคนเป็นโรคจิตนะ แต่วางแผนได้เป็นเรื่องเป็นราวเลย ซึ่งการวางแผนนั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอาการทางจิต ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาการหลงผิด แต่เป็นการวางแผนจากความโกรธทั่วๆ ไป แบบนั้นเขาก็ต้องรับโทษ ส่วนจะได้รับโทษมาก โทษน้อย จะได้รับลดหย่อนโทษหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของศาลไม่ใช่หมอ

ในเคสของจิตรลดาเข้าข่ายนี้ด้วยหรือเปล่า

เคสจิตรลดาเรายังไม่ได้ลงความเห็น ยังไม่ได้สรุป แต่ว่าเคสในอดีตที่ผ่านมาเคยเจอเป็นแบบนี้ ก็เอาไปเข้าที่ประชุมกัน แล้วปรากฏว่าเจ้าตัววางแผนเป็นเรื่องเป็นราว และบางเคสก็ปกปิดข้อมูลกับเรา พยายามที่จะทำให้ดูเหมือนคนบ้าเยอะๆ ทั้งๆ ที่ควรจะหายแล้ว เราก็นำเสนอต่อศาล ศาลก็รับทราบ แล้วศาลยังปราณียกเว้นโทษให้ แต่ใช้วิธีรอลงอาญา หรือคุมประพฤติ ซึ่งเขาก็ไม่ต้องไปติดคุก อันนี้ขึ้นอยู่กับศาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมอไง

แต่หลายคนเข้าใจว่า การตัดสินของศาลมาจากผลการวินิจฉัยของหมอเป็นใหญ่?

นี่คือสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนให้สังคมทราบว่า งานที่เราทำ เราเป็นแค่คนป้อนข้อมูลให้กับศาล เราไม่ใช่ผู้ตัดสินแทนสังคม คนจะมามองว่าหมอพยายามเข้าข้างผู้ป่วย ต่อให้หมอตัดสินว่าเขาป่วย เขาไม่รู้ผิดชอบนะ แต่พอศาลพิจารณาจากหลักฐาน พยานอื่นๆ คือใน 100 เคส ที่หมอส่งไป เขาไม่ได้เชื่อหมอทั้ง 100 เคสนะ บางทีเขาก็จะมีข้อมูลอื่นๆ มาประกอบด้วย เพราะฉะนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ศาล แต่ส่วนใหญ่เชื่อ เพราะเราเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ เป็นพยานทางแพทย์ เป็นนักวิชาการ ถ้าเขาไม่เชื่อเรา เขาพิจารณาเองก็อาจจะพลาดเหมือนกัน

กรณีที่พูดจาไม่รู้เรื่อง บ้า ฟั่นเฟือนไปเลย แบบนี้คุณหมอใช้วิธีการรักษาอย่างไร

แบบนั้นก็เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ต้องมารักษา มากินยา เวลามาอยู่ในโรงพยาบาลนอกจากกินยาก็ให้ทำอย่างอื่นด้วย เช่น กลุ่มบำบัด ถ้ามีญาติก็เชิญญาติเข้ากลุ่มด้วย ให้ความรู้กับญาติ เวลาเขาจะออกไปก็ต้องฟื้นฟูก่อน เวลาป่วยจะมีความเสื่อมเกิดขึ้น สมองค่อยๆ เสื่อมลงช้าๆ ถ้านั่งๆ นอนๆ ก็จะเสื่อมลงไป เพราะฉะนั้นก็ต้องมาฝึกทักษะทางสังคม มาอาบน้ำ แปรงฟัน ใช้ชีวิตประจำวันต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วก็ต้องไปฟื้นฟูทางด้านอาชีพด้วย เพราะบางคนเคยมีอาชีพมาก่อน

หมายความว่าในสถาบันเองก็มีหน่วยงานที่จะช่วยฟื้นฟูด้านอาชีพแก่ผู้ป่วยด้วย?

โรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่งในประเทศไทยมีหน่วยงานฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จะฟื้นฟูให้กลับมาใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด เพื่อที่จะไม่ออกไปเป็นภาระกับครอบครัวแล้วก็สังคมมากนัก จริงๆ ญาติบางคนเขาก็อยากจะเลี้ยงดู ดูแล แต่บางคนเขาก็ไม่สามารถที่จะเลี้ยงไปได้ตลอดชีวิต เขาต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย เราก็ต้องหาช่องทางในการฟื้นฟูเขาเหล่านี้

เพราะฉะนั้นกระบวนการในการดูแลผู้ป่วยทางด้านจิตเวชจะเยอะมาก ตั้งแต่รับไว้ ดูแลในโรงพยาบาล ให้กินยา ดูแลกิจวัตรประจำวัน ฟื้นฟู ทำกลุ่ม บางทีออกไปแล้ว ไปไหนไม่ได้อีก ไม่มีญาติ ญาติไม่เอา หาที่อยู่ให้ ก็ต้องไปหาสถานสงเคราะห์ สถานสงเคราะห์ก็บอกว่าเต็ม ไม่รับอีก ก็ไปขอความช่วยเหลือจากวัด วัดก็ช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

แต่พูดถึงก็ยังมีปัญหาอยู่ดี เพราะวัดไม่สามารถรับได้หมดทุกรายใช่ไหมคะ

ก็บ้านเรามันไม่มีหน่วยงานมารองรับไง เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยเหล่านี้ โดยเฉพาะ วัด ซึ่งพระเองท่านมีความเมตตากรุณาอยู่แล้ว ท่านก็จะรับไปดูแลส่วนหนึ่ง แต่รับมากไม่ไหว เพราะมันเป็นภาระ หมอคิดว่าในอนาคตก็ต้องมีหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวง พม. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องมาใส่ใจตรงนี้เยอะๆ

คุณหมอเคยเสนอเรื่องขึ้นไป หรือมีใครยื่นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้บ้างหรือยังคะ

เรากำลังทำเรื่องกฎหมายสุขภาพจิตอยู่ กรมสุขภาพจิตให้สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์เป็นเจ้าภาพ ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิต คือกฎหมายสุขภาพจิต ซึ่งในหลายๆ ประเทศมีแล้ว เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขามีหมดแล้ว

กฎหมายตัวนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง

จะช่วยดูแลเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจิตเวช ญาติผู้ป่วย ในขณะเดียวกันบุคลากรด้วย ให้มีเพียงพอ แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่ามีกฎหมายขึ้นมาเพื่อที่จะบังคับนะ บังคับไปจับคนบ้าที่เดินอยู่ข้างถนนมาขังไว้ในโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลรับไม่ไหวหรอก แต่ว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้บุคคลเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราสามารถพาคนเหล่านี้มารักษาโดยไม่ผิดกฎหมาย และก็ไม่ละเมิดสิทธิของเขา ถ้าเขาไม่มีที่อยู่ ไม่มีใครดูแล เขาสามารถกลับไปอยู่ในบ้านที่จะมีบ้านต่างๆ ดูแลเขาได้ ถ้ามีกฎหมายสุขภาพจิตขึ้นมาก็จะมีการดูแลคนเหล่านี้ทั้งหมด

คงต้องวิงวอนรัฐบาลให้หันมาสนใจปัญหาสังคม จิตใจ ศาสนา เยอะๆ เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานของมนุษย์ที่สำคัญ ถ้ารัฐบาลสนใจแต่ปัญหาความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ประเทศชาติเราอยู่ไม่ได้หรอก คือประเทศไทยให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้ พยายามที่จะทำให้มีความเจริญทางด้านวัตถุมากๆ

ถามว่า จริงๆ ประเทศที่เขาเจริญทางด้านวัตถุเยอะๆ ประชาชนเขามีความสุขจริงหรือเปล่า บางประเทศที่เจริญมากๆ อัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก อัตราความเครียดมีสูง คืออาจจะคุณภาพชีวิตที่ดีนะ แต่ดีด้านวัตถุ ส่วนคุณภาพด้านจิตใจไม่มีเลย ประเทศไทยกำลังจะเจริญไปเป็นแบบนั้น ซึ่งหมอคิดว่าไม่เหมาะ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ เพราะนั้นเราต้องมาส่งเสริมด้านสังคม ด้านศาสนา และวัฒนธรรมเยอะๆ

ทำงานกับคนที่ไม่ปกติเยอะๆ แบบนี้ คุณหมอเครียดบ้างไหม

มีบ้างครับ คือความเครียดมันเป็นปกติอยู่แล้วในการทำงาน แต่ว่าส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ได้ทำให้เราเครียดนะ และเราก็จะไม่เก็บเรื่องราวของผู้ป่วยไปที่บ้าน เพราะว่าชีวิตที่บ้านก็จะเป็นชีวิตส่วนตัวของเรา แต่ว่าในเรื่องของการทำงานเราอาจจะเครียดเรื่องวิธีการบำบัดรักษา เครียดกับญาติของเขาที่ไม่เข้าใจ แต่ถ้าคนไข้เยอะมากๆ ยุ่งมากๆ เราก็จะเครียด แต่ส่วนใหญ่งานก็จะเอากองไว้ที่ทำงาน ไม่ได้ขนกลับไปที่บ้าน หมอก็จะมีโลกส่วนตัวของหมอที่บ้าน ไม่อย่างนั้นก็แย่

จริงๆ แล้วคนที่เป็นจิตแพทย์อีกอันหนึ่งที่ต้องฝึกก็คือ เราต้องอดทนต่อความเครียดให้ดี แล้วก็ต้องดูแลสุขภาพจิตของตัวเองให้ดีด้วย พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ทำตัวเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อในแต่ละวันๆ ที่เราไปเจอเขา เราจะได้เป็นที่พึ่งให้เขาได้

เคยเปรียบเทียบข้อมูลของคนไข้กับตัวเอง หรือเคยสังเกตพฤติกรรมของตัวเองบ้างไหมว่าเข้าข่ายผู้ป่วยจิตเวชหรือเปล่า

เราก็คอยดูตัวเองกันอยู่นะ (หัวเราะ) ก็คอยดูกันอยู่ว่าเป็นยังไงบ้าง บางทีก็ต้องให้เพื่อนร่วมงานช่วยเตือน หมอว่าบางทีเวลาป่วยขึ้นมา เรามักจะไม่รู้ตัวเองหรอกว่าเราเป็นหรือเปล่า และก็จะไม่ยอมรับด้วย ทีนี้ก็ต้องช่วยกัน คนที่อยู่รอบข้างก็ต้องช่วยกันดู พิจารณา และก็เตือนกันบ้าง

ตอนนี้ในประเทศไทยมีจิตแพทย์มากน้อยแค่ไหนคะ

300-400 คนไม่เกินนี้ และในจำนวนนี้บางคนก็ไม่ได้ทำงานแล้ว อายุมากแล้ว บางคนก็ไปเป็นผู้บริหาร จำนวนก็จะลดน้อยลงไป เหลือแค่นิดๆ หน่อยๆ แค่ 200-300 คน ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในโรงพยาบาล

ไม่ค่อยเห็นคลินิกของจิตแพทย์เลยนะคะ เห็นแต่แพทย์สาขาอื่น?

จิตแพทย์ก็มีบ้าง แต่ไม่เยอะมาก คนไม่ค่อยอยากเรียนจิตแพทย์เพราะว่า หนึ่งเขามองว่าเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยทำเงิน ไม่เหมือนต่างประเทศ คนที่มาเรียนก็คือคนที่มีใจรักจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มุ่งหวังความสุขจากเงิน แต่มีความสุขจากการทำงานตรงนี้ เพราะว่าครูบาอาจารย์เราก็ไม่ได้ทำแบบร่ำรวยมหาศาล คือความสุขมันต่างกัน

อีกอย่างคือตำแหน่งที่จะรองรับมันน้อยมากๆ ซึ่งหมอว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับตำแหน่งตรงนี้เยอะๆ เพราะบุคคลเหล่านี้เป็นคนที่ดูแลทางด้านคุณภาพชีวิต เขาอุตส่าห์เรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท แต่บรรจุเขาในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว เงินเดือน 4,000, 5,000 ใครจะไหว สวัสดิการก็ไม่มี ก็แย่

ชีวิตจิตแพทย์ของคุณหมอมีความสุขดีนะคะ?

มีความสุขในระดับที่ดีพอสมควร ก็เคยลองเช็คตัวเองว่า ตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีมั้ยเมื่อเทียบกับคนอื่น ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าร่ำรวย ไม่รู้ว่าอาจจะจนที่สุดในรุ่นหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือเรามีเวลาพักผ่อน เย็นๆ คนอื่นเขาก็จะรีบไปทำคลินิก แต่หมอจะกลับไปบ้าน เปิดทีวีแล้วก็นอนเอกเขนกดูข่าว เสร็จแล้วก็ไปออกกำลังกายบ้าง ไปขี่จักรยาน ไปว่ายน้ำ กลางคืนก็มีงานทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ดูทีวี แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

ไม่เหนื่อยมาก?

ใช่ ไม่เหนื่อยมาก แล้วก็มีรายได้ตามอัตภาพ ตามฐานะของข้าราชการ ไม่ได้ร่ำรวยแบบทำคลินิกเยอะๆ หมอว่า จริงๆ หมอว่าหมอในประเทศไทยเขามีชีวิตกลางๆ นะ แต่คนชอบมองว่าร่ำรวย เงินเยอะ หมอว่าไม่ใช่หรอก เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งกว่าเขาจะได้เงินมาเยอะๆ เขาต้องทำงานหนักมากๆ หมอคิดว่าถ้าหมอต้องทำงานหนักขนาดนั้น คงสุขภาพจิตไม่ดี สุขภาพกายก็ไม่ดี แล้วจะมารักษาคนไข้จิตเวชได้ไง คนไข้มาก็ด่าคนไข้ ด่าญาติ แล้วเขาก็ทุกข์ใจมาจากไหนก็ไม่รู้เนาะ มาเจอเราด่าอีก ถามว่า แล้วเราจะมีความสุขในชีวิตมั้ย

หมอเคยนั่งตรวจอยู่ แล้วคนไข้เข้ามาบอก ดีขึ้นแล้วหมอ หายแล้วจะพาคนอื่นๆ มาอีกนะ หมอก็นึกดูๆ ว่าถ้าเราถูกลอตเตอรี่วันนี้ กับคนไข้ดีขึ้น เราจะเลือกอะไร เราเลือกคนไข้ดีขึ้นดีกว่า แล้ววันนั้นก็หน้าบานทั้งวันเลย เรามีความสุข เพราะความสุขของเราอยู่ที่คนไข้หายป่วย

 

 

 

  © 2005 Copyright The Royal College of Psychiatrists of Thailand. All Rights Reserved.