ผู้จัดทำ
     กิจกรรม
     บทความทั่วไป
     ทำเนียบสมาชิก
     link ที่น่าสนใจ
     สมาคมจิตแพทย์
 
 


ความเป็นมาและภาระกิจของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย จากการสัมภาษณ์ พลโท นายแพทย์ อรุณ เชาวนาศัย ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย โดย พญ. รัตนาสายพาณิชย์ นพ. สมบัติ ศาสตร์รุ่งภัค

บทบาทราชวิทยาลัยต่อวงการจิตเวช
ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงก่อนว่า วิทยาลัยจิตแพทย์เกิดเมื่อ 9 พฤษภาคม 2534 ขอเพื่อเป็นราชวิทยาลัยจิตแพทย์ ได้รับอนุมัติเมื่อ 12 มิถุนายน 2538 โดยราชเลขาธิการ มล.ทวี แสงวรลักษณ์ อนุมัติให้เป็นราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ก็เป็นเกียรติของเรา เนื่องจากเป็นสมาชิกและเคยเข้าประชุมอยู่ด้วยจึงอยากจะบอกบทบาทของราชวิทยาลัยจิตเวชศาสตร์ คือ

1) ดูแลสอบอบรมแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ รวมถึงจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น

2) ควบคุมมาตรฐานทางวิชาการ รวมถึงสอดส่องความประพฤติและจริยธรรม การประกอบวิชาชีพของสมาชิก
สำหรับจิตแพทย์ซึ่งเราใกล้ชิดกับคนไข้มาก ฉะนั้นมาตรฐานทางจริยธรรมคงจะแตกต่างจากแพทย์อื่นพอสมควร ในสถาบันของประเทศอื่นอาจจะรับ Overt homosexual แต่เราไม่รับ สิ่งที่อยากจะให้จิตแพทย์ทุกคนมีก็คือ การมี empathy เราต้องมีมากกว่าสาขาอื่นพอสมควร และควรใฝ่รู้ เนื่องจากวิชาจิตเวชศาสตร์ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เช่น ตั้งแต่ 1900 เป็นต้นมาเป็นยุคของ psychological 1950 เป็น psychosocial 1965-70 เป็นต้นมา เป็น bio-psycho-social ซึ่งเราพบว่ามีปัญหาพอสมควรในผู้เข้าสอบที่ขาด empathy แม้ในเวชปฏิบัติจริงๆก็มีแพทย์ที่เห็นแก่เงินมากเกินไป มีการ overcharge


3) ส่งเสริมแนะแนวและวิจัย จัดประชุมวิชาการ การศึกษาต่อเนื่องและกิจกรรมต่างๆด้านวิชาการ เผยแพร่ความรู้ทางจิตเวชศาสตร์ ซึ่งเราได้มีการทำมาตลอดเวลา และเราโชคดีที่ได้ประธานวิทยาลัย นายแพทย์ชูทิตย์ ปานปรีชา ซึ่งมีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสุขภาพจิต รวมทั้งประธานวิชาการ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ ซึ่งให้ความสนใจมากในแง่การเผยแพร่ความรู้ทางจิตเวชศาสตร์ เราได้มีการวางแผนกันแล้วว่าจะจัดการอบรมจิตเวชศาสตร์แก่แพทย์ทั่วไป ซึ่งช่วงที่อาจารย์พหล อยู่เราก็ได้ทำหลายครั้ง โดยให้แพทย์ต่างจังหวัดเข้ามาอบรม เพราะเราเชื่อว่าผู้ป่วยทุกคนที่มาโรงพยาบาล ไม่มากก็น้อยมีปัญหาทางจิต ถ้าแพทย์ทั่วไปมีความรู้ คงช่วยแบ่งเบาภาระเราได้มากพอสมควร

นั่นคือหน้าที่ 3 อย่างของเราที่เราวางไว้

ในฐานะประธานราชวิทยาลัยฯอาจารย์มีแนวคิด อยากทำอะไรนอกเหนือจากนี้
ผมคิดว่าจิตเวชเป็นเรื่องที่แปลก จากการที่ได้รับการอบรมจากต่างประเทศมา จะเห็นได้ชัดว่าพื้นฐานของ ตำรา และวิชาการ คงจะใช้ได้ แต่การปฏิบัติคงใช้ไม่ได้ เนื่องจากประเพณีต่างออกไป และแม้หลังๆอัตราการยอมรับจิตเวชของเรายังต่ำมาก และการรักษาทางจิตเวชของประเทศเรา มีหลายวิธี วิธีแรกคือ ศาสนาพุทธ ผมคิดว่าส่วนมากที่ป่วย มักเป็นโรคจิตหรือไม่ว่าจะเป็น โรคประสาทก็ตาม มักจะต้องพึ่งพระก่อน คือฟังธรรม ฟังเทศน์ ถ้าไม่ได้ผลก็จะพึ่ง เวทย์มนต์คาถา superstitious ต่างๆ จากพ่อมด หมอผ ี อย่างต่างจังหวัด 100 %แม้ในกรุงเทพฯเองก็เกือบ 100 % ซึ่งกว่าจะถึงจิตแพทย์เราก็เป็นอันดับ 3 และในแง่การรักษากับพระๆท่านค่อนข้างจะบอก prognosis ได้เลยว่า รักษารดน้ำมนตร์ 7 ครั้ง จะต้องหาย แต่ถ้าพูดในแง่เรา long term treatment เกือบจะทำไม่ได้เลย จะทำได้เฉพาะในบางราย ซึ่งไม่เฉพาะเรา แม้แต่ใน medicine การรักษา DM, HT compliance มักต่ำกว่า 50 % ทั้งในคนที่ไม่มีความรู้ ซึ่งจุดที่เป็นจุดที่น่ากลัวมาก ซึ่งถ้าเป็นในต่างจังหวัดคงเกือบจะเท่ากับ 0% เช่น ใน schizophrenia คงรักษา long acting ให้ 1-2 ครั้งก็หายไป เป็นใหม่ค่อยกลับมาซึ่งแม้ในกรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน จุดที่ 3 ความไม่มั่นใจความเคยชินที่ว่าโรคทุกอย่างต้องหายได้ การรดน้ำมนตร์ 7 ครั้ง ก็ต้องหาย ซึ่งผมคิดว่าคงดีขึ้น เนื่องจาก relationship ที่ดี พอเป็นใหม่ ก็เป็นผีเข้าใหม่ ฉะนั้นพอคนไข้มาถึงเราก็อยากจะ cure ซึ่งจะรวมถึงโรคเรื้อรัง เช่น Schizophrenia ติดยา ก็จะคาดว่าถ้ามาแล้วต้องหายขาด ไม่เชื่อว่าเป็น social problem ซึ่งรวมทั้งแพทย์ด้วย ทำให้เป็นปัญหาที่เราควรต้องมีโอกาสให้ความรู้ชาวบ้าน มากขึ้น คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาทั้ง 3 จุดได้


บทบาทที่เราจะทำได้ต่อไปก็คือ การรักษาต่อเนื่องไปยังหัวเมือง ซึ่งกรมสุขภาพจิต, กระทรวงสาธารณสุข ก็ทำอยู่ข้างหลังคือ mental health clinic, psychiatric hospital ฉะนั้นถ้าเราใช้วิธีส่งต่อไปรักษาใกล้บ้านจะช่วยเรื่อง compliance ให้ดีขึ้นบ้าง ซึ่งผมอยากให้ ทุกคนยืนยันกับคนไข้ถึงเรื่องนี้ เช่น การฉีดยา long acting ให้ยาจำนวนน้อยชนิดที่สุด ซึ่งจุดเหล่านี้คงจะต้องทำไปตลอด

จุดที่อยากทำต่อไปคือ ประสานงานจิตเวชชุมชน ให้ความรู้ต่อบุคคลทั่วไป เช่น คลินิก คลายเครียด Hot line สำหรับคนที่จะฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า การติด HIV เป็นปัญหาจิตเวช ก็เริ่มต้นด้วยการให้ยา AZT แต่ถ้ามองอย่างเป็นธรรม ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่กลับจะมีปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ ตั้งแต่ shock, depression, social rejection รวมถึง suicide และ poor compliance และอีกจุดที่อยากกระตุ้น กระทรวงสาธารณสุข คือการสร้าง hospice ให้ผู้ป่วยอยู่อย่างสบาย ตายอย่างสงบ ซึ่งปัจจุบันค่อนข้างแย่อยู่แล้ว ต่อทั้ง แพทย์ พยาบาล ผู้ดูแล เป็นจุดที่ผมอยากทำมาก

และอีกจุดที่อยากทำมากที่สุด คือเผยแพร่ความรู้จิตเวชสู่แพทย์ทั่วไป

อาจารย์อยากให้สมาชิกราชวิทยาลัย มีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง
สมาชิกผมว่า จำนวน186 คน ยังน้อยไป ควรมีมากกว่านี้ อยากให้ทุกคนเป็นสมาชิกราชวิทยาลัยจิตแพทย์ จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิชาการให้มากขึ้น และสมาชิกควรมีการศึกษาต่อเนื่อง ตัวอย่างในบางประเทศ สมาชิกต้องเข้าร่วมและส่งรายงานการประชุมวิชาการ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี ทุกปี ถ้าไม่ส่งติดต่อกัน 2 ปี จะถูกยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

จุดที่ 2 ซึ่งไม่อยากให้สมาชิกทำกันคือการเปลี่ยนอาชีพ เพราะจะทำให้เราเสียจิตแพทย์ไปมาก

จุดที่ 3 อยากให้สมาชิกมี socialize มากขึ้น ออกสังคมมากขึ้น

ปัญหาขาดแคลน Resident
ที่ผ่านมาให้ทางผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับ GP มากกว่า ตอนนี้เราได้ยื่นข้อเสนอให้แพทยสภา เห็นความสำคัญของจิตเวชมากขึ้น ควรมีการจูงใจให้มาเรียน โดยเริ่มตั้งแต่ครูแพทย์ ควรมีการสอนที่โน้มน้าวให้อยากมาเรียนจิตเวชมากขึ้น

ขอฝากสุดท้าย
อยากให้แพทย์ทุกคนคำนึงถึง culture ของเราและทำด้าน psychosocial ให้มาก ทุกวันนี้พวกเราเองก็ยังขาดตรงนี้มาก อาจจะเพราะไม่เคยเรียนรู้ ไม่เคยทำ เราต้องพูด ต้องกล้าที่จะทำมากขึ้น

  © 2005 Copyright The Royal College of Psychiatrists of Thailand. All Rights Reserved.